|
มีการพัฒนาระบบ Logistics ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น โดยนำระบบ IT
มาสนับสนุน ทำให้สามารถติดตามและรายงานสถานะของสินค้าในระบบได้
เช่น GPS Tracking, Regional Dispatching
1.
กิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics Activities)
กิจกรรมด้านโลจิสติกส์จะแบ่งออกเป็นกิจกรรมหลักและกิจกรรมเสริมซึ่งเป็นกิจกรรมสนับสนุนทำให้ระบบโลจิสติกส์ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ 4.1)
กิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ (Key Activities)
4.2) กิจกรรมเสริมทางโลจิสติกส์
(Support Activities)
1.
การเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าด้วยแนวคิด Supply Chain (Value Chain)
ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เป็นแนวคิดที่องค์กรเพิ่มคุณค่าและประสิทธิภาพให้กับทุกกระบวนการใน
Supply Chain เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
กิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม
Ø Inbound Logistics กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการได้รับ
การขนส่ง การจัดเก็บวัตถุดิบต่างๆที่ใช้ในการผลิตสินค้า Ø Operations กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนหรือแปรรูปวัตถุดิบให้ออกมาเป็นสินค้า
เป็นขั้นตอนการผลิต Ø Outbound Logistics กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ
รวบรวม จัดจำหน่ายสินค้าและบริการไปยังลูกค้า Ø Marketing and Sales กิจกรรมที่เกี่ยวกับการชักจูงให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการ
เช่น การโฆษณา Ø Customer Services กิจกรรมที่ครอบคลุมถึงการให้บริการเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้า
รวมถึงการบริการหลัง การขาย กิจกรรมสนับสนุน
เป็นกิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมหลักสามารถดำเนินไปได้ ประกอบด้วย Ø Firm Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ได้แก่
ระบบบัญชี ระบบการเงิน การบริหารจัดการขององค์กร Ø Human Resource Management กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคล
ตั้งแต่วิเคราะห์งาน สรรหาและคัดเลือก
ประเมินผล พัฒนา ฝึกอบรม ระบบเงินเดือนค่าจ้าง และแรงงานสัมพันธ์ Ø Procurement กิจกรรมในการจัดซื้อจัดหา
input เพื่อมาใช้ในกิจกรรมหลัก Ø Technology Development กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยในการเพิ่มคุณค่าให้สินค้าและบริการหรือกระบวนการผลิต
1. ความรับผิดชอบการบริหารโลจิสติกส์ (Responsibility of Logistics
Management)
7R ในการบริหารโลจิสติกส์
1.)
Right Product : สินค้าถูกต้องตามตกลง 2.)
Right Quantity : ส่งสินค้าในจำนวนที่ถูกต้อง 3.)
Right Customer : จัดส่งให้ถูกลูกค้า 4.)
Right Place : จัดส่งถูกสถานที่ 5.)
Right Time : จัดส่งตามเวลานัดหมาย 6.)
Right Condition : สินค้ามีสภาพดี ไม่เสียหาย 7.)
Right Price : ราคาสินค้าสมเหตุสมผล การบริหารการกระจายตัวสินค้า (Physical Distribution Management) เป็นการพัฒนาและดำเนินงานระบบการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพ
ประกอบด้วย 1.) การเคลื่อนย้ายสินค้าสำเร็จรูปจากแหล่งผลิตไปยังลูกค้าขั้นสุดท้าย 2.) การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากแหล่งเสนอขายมายังแหล่งการผลิต
โลจิสติกส์ภายในองค์กร (Internally Integrated Logistics) เป็นการเชื่อมโยงการจัดการภายในบริษัท
ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบจนส่งถึงมือผู้บริโภค
โลจิสติกส์ระหว่างองค์กร (Externally Integrated Logistics) เป็นการเชื่อมโยงองค์กรต่างๆ
ในห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกัน
การจัดการโลจิสติกส์ระดับโลก (Global Logistics Management) เป็นการจัดซื้อวัตถุดิบและจัดส่งสินค้าครอบคลุมทั่วโลก
ความรับผิดชอบของผู้บริหาร Logistics ผู้บริหารจะต้องมีการวางแผนในทุกๆกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ
Logistics เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
แนวคิดการให้ความสำคัญกับลูกค้า
ลูกค้าถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจทุกประเภท
เพราะถ้าไม่มีลูกค้าก็ไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจไปเพื่ออะไร องค์กรต้องพึ่งพาลูกค้า
ดังนั้น องค์กรจึงต้องทำความเข้าใจกับความต้องการของลูกค้า ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
และต้องพยายามดำเนินการให้บรรลุความต้องการของลูกค้า
รวมทั้งพยายามทำให้เหนือความคาดหวังของลูกค้า โดยแนวทางปฏิบัติสู่หลักการบริหารองค์กรที่ให้ความสำคัญกับลูกค้า ประกอบด้วย
1.) กำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า
2.) สื่อสารให้บุคลากรทราบและปฏิบัติอย่างทั่วถึง
3.) กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
ตัวชี้วัด
4.) มีการปฏิบัติการแก้ไขและป้องกัน
เมื่อผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
การให้ความสำคัญกับลูกค้าสามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ
Ø ไม่มีสินค้าให้ลูกค้าเมื่อต้องการ
Ø ลูกค้าที่อยู่ต่างถิ่นไม่รู้จะติดต่อใครเมื่ออยากได้สินค้า
Ø ส่งมอบสินค้าเสียหาย ไม่ทันกำหนด
Ø ขั้นตอนติดต่อซื้อขายยุ่งยาก
เสียเวลา
แนวทางเพิ่มกำไร & ยอดขาย Ø พัฒนากลยุทธ์การให้บริการลูกค้า Ø ลดความเสี่ยงที่สินค้าจะขาดมือ Ø ลดเวลาในการนำส่งสินค้า Ø ใช้พื้นที่ขายให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความดึงดูดลูกค้า แนวทางเพิ่มกำไร & ลดต้นทุน Ø ลดสินค้าคงคลังและกิจกรรมที่ไม่เกิดประโยชน์ Ø แก้ปัญหาคอขวดและความล่าช้าในการจัดส่ง Ø กำหนดจำนวน/ที่ตั้ง/ขีดความสามรถของคลังสินค้าให้เหมาะสม Ø สั่งวัตถุดิบแต่ละครั้งในปริมาณที่เยอะ
เพื่อให้ได้ส่วนลด Ø ใช้อุปกรณ์/พาหนะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความขัดแย้งภายในองค์กร
ในกระบวนการทำงานของโลจิสติกส์
แต่ละแผนกงานมักจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน นำมาซึ่งความขัดแย้งภายในองค์กร เช่น
|
|
|
|
|
|
สินค้าคงคลัง
|
มาก
|
น้อย
|
น้อย
|
|
Products
|
สินค้าตามสั่ง
(Tailor Made Product)
|
Standard Product
|
-
|
|
Transportation
|
ใช้ระบบขนส่งเร็วที่สุด
|
-
|
ใช้ระบบขนส่งถูกที่สุด
|
|
คลังสินค้า
|
ตั้งคลังสินค้าหลายแห่ง
|
ตั้งคลังสินค้าไว้ที่โรงงาน
|
ตั้งคลังสินค้าให้น้อยที่สุด
|
Concept of Trade-Off เป็นการยอมเสียสละบางสิ่งไปเพื่อให้ได้อีกสิ่งกลับมา
โดยสิ่งที่จะได้กลับมาต้องคุ้มค่ากว่าสิ่งที่เสียไป
หลักการสำคัญในการจัดการโลจิสติกส์ คือ
ความพยายามในการลดต้นทุน ในขณะที่ไม่ทำให้ระดับการให้บริการแก่ลูกค้าลดลง
โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องตามแนวคิด Total Cost Trade-off ที่ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนโลจิสติกส์รวม
แทนที่การลดต้นทุนในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากกิจกรรมต่างๆในระบบโลจิสติกส์มีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เช่น
การตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางทะเลซึ่งมีค่าขนส่งต่ำ ไปใช้การขนส่งทางอากาศที่มีค่าขนส่งสูงแต่สามารถนำส่งสินค้าได้รวดเร็วกว่า
ซึ่งระยะเวลาการขนส่งที่สั้นลงส่งผลให้ไม่ต้องถือครองสินค้าคงคลังไว้เป็นจำนวนมาก
หากค่าใช้จ่ายในการถือครองสินค้าคงคลังลดลงมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการขนส่งทางอากาศ
การตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ
เพราะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมลงได้
อุตสาหกรรมหลักที่ใช้โลจิสติกส์
Supply Chain
Management for Cement Industry
สำหรับห่วงโซ่อุปทานของซีเมนต์และคอนกรีตเริ่มต้นจากการทำเหมืองหาวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตซีเมนต์
เช่น การขุดหาหินปูน หลังจากนั้นจึงนำเข้าสู่กระบวนการผลิต
ซึ่งสามารถเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปหรือเป็นปูนผงให้ลูกค้าไปผสมเอง องค์ประกอบของโลจิสติกส์และรูปแบบการขนส่ง
(Components of
Logistics and Transport Model) 1. องค์ประกอบหลักของโลจิสติกส์ (Key
Components of Logistics)
1. องค์ประกอบเสริมของโลจิสติกส์
(Logistics
Support Activities)
องค์ประกอบหลักของโลจิสติกส์ (Key Components
of Logistics)
1.
การบริการลูกค้า (Customer
Service)
เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น
เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ซึ่งจะทำได้ดีเพียงใดต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของกิจกรรมโลจิสติกส์อื่นๆ
เข้ามาประกอบ เช่น การส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลาและครบตามจำนวนส่งผลให้ลูกค้ามีความพึงพอใจกับบริการ
ในทางกลับกัน การขนส่งที่ช้าส่งผลให้ระดับความพึงพอใจของลูกค้าลดลง
รูปแบบของการให้บริการสามารถแบ่งออกได้เป็น
3 ระยะ คือ
Ø การบริการลูกค้าที่ทำก่อนการขาย : เป็นการวางนโยบายและกำหนดแผนงานให้เหมาะสมกับการให้บริการลูกค้าแต่ละกลุ่ม
Ø การบริการลูกค้าที่ทำระหว่างการขาย : ระยะนี้เป็นหน้าที่หลักของการบริการ ต้องทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด
เพราะเป็นช่วงทีมีการพูดคุยติดต่อ ลูกค้าจะรับรู้จากความรู้สึก ความจริงใจที่จากการบริการได้ในขั้นตอนนี้
Ø การบริการลูกค้าหลังการขาย : เป็นการบริการที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อเป็นอย่างมาก
ถ้าข้อเสนอของบริการหลังการขายดีและทำได้ตามสัญญา ลูกค้าจะเกิดความเชื่อถือและอาจบอกเล่าปากต่อปากกับลูกค้ารายอื่น
เช่น
การบริการทางด้านช่างเทคนิคที่เข้าไปช่วยดูแลการเทคอนกรีตหลังจากที่ลูกค้าสั่งคอนกรีตไปใช้แล้ว
1. การจัดส่งสินค้า
(Transportation)
เป็นการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบหรือสินค้าจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่มีการบริโภค
หรือการขนส่งสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานกลับมายังโรงงาน
โดยการขนส่งแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายซึ่งจะนับรวมเป็นต้นทุนของสินค้า
ดังนั้นการเลือกวิธีการขนส่งให้เหมาะกับสินค้าถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของสินค้านั้น
ประเภทของการขนส่ง
Ø การขนส่งทางถนน (Road
Transportation) ถือว่าเป็นหัวใจของการขนส่งทางบก
เป็นการขนส่งที่นิยมใช้กันมากที่สุดและสะดวกที่สุด
เพราะสามารถส่งได้ถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องมีการขนถ่ายเปลี่ยนพาหนะ โดยใช้รถบรรทุก
4 ล้อ 6 ล้อ 10 ล้อ
หรือมากกว่า 10 ล้อ เป็นยานพาหนะในการเคลื่อนย้ายสินค้า
โครงข่ายเส้นทางการขนส่งทางถนนของประเทศไทย
มีความยาว 217,797.06 กม. เป็นถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง
ระยะทาง 66,871.36 กม. กรมทางหลวงชนบท ระยะทาง
49,080.16 กม. เทศบาล ระยะทาง 16,276.06 กม.
และอื่นๆ ระยะทาง 85,569.48 กม.
ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ปัจจุบันมี 2 เส้นทาง คือ ทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7
เส้นทางกรุงเทพฯ – ชลบุรี สายใหม่ (มอเตอร์เวย์) และ ทางหลวงพิเศษ
หมายเลข 9 เส้นทางวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก (บางพลี-บางปะอิน)
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขนส่งทางถนน
|
ข้อดีของการขนส่งทางถนน
|
ข้อเสียของการขนส่งทางถนน
|
|
1.สามารถส่งสินค้าถึงที่บ้านได้
(Door-to-Door
Service) สะดวกทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
|
1.สามารถเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
|
|
2.การบริการมีความยืดหยุ่น เส้นทางและเวลาของการขนส่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ไม่เหมือนทางรถไฟหรือเครื่องบิน
|
2.ถ้าสภาพอากาศไม่ดี
เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม อาจเกิดอันตรายได้
|
|
3.ใช้ขนส่งได้ทุกระยะทาง
โดยเฉพาะระยะทางใกล้
|
3.มีการแข่งขันสูง
|
|
4.ความเสี่ยงต่ำ
สินค้ามีโอกาสได้รับความเสียหายน้อยระหว่างการขนส่ง
|
4.ไม่เหมาะสมกับการขนส่งระยะไกลมากและที่ที่มีการจารจรติดขัด
ต้นทุนจะสูง
|
|
5.มีความคล่องตัวสูง
สะดวกรวดเร็ว
|
|
|
6.เป็นพาหนะที่ใช้เชื่อมโยงกับการขนส่งประเภทอื่น
|
|
|
7.ใช้เงินลงทุนต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งแบบอื่น
|
|
Ø การขนส่งทางรถไฟ (Railroad
Transportation) เป็นการขนส่งที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด
แต่มีเส้นทางเดินรถที่จำกัดและล่าช้า
เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าที่มีการขนย้ายครั้งละมากๆ เช่น ข้าว น้ำตาล ถ่านหิน
เป็นต้น มักขนส่งมาในรูปแบบตู้บรรทุกสินค้า (Container) และนิยมใช้กับการขนส่งระยะไกล
แต่ไม่สามารถส่งสินค้าถึงปลายทางได้โดยตรง อาจมีการใช้รถบรรทุกเป็นตัวเชื่อมในการขนส่งถึงปลายทาง
โครงข่ายการขนส่งทางรถไฟ ประกอบด้วย
เส้นทางสายหลัก ๕ เส้นทาง กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 47
จังหวัด ระยะทางรวม 4,043 กิโลเมตร
-
ภาคเหนือไปสิ้นสุดที่ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่
-
ภาคใต้สิ้นสุดที่ อ.สุไหงโกลก
จ.นราธิวาส
-
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสิ้นสุดที่
อ.เมือง จ.หนองคาย และที่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
-
ภาคตะวันออก สิ้นสุดที่ อ.อรัญประเทศ
จ.สระแก้ว และที่ อ.มาตาพุด จ.ระยอง
- ภาคตะวันตกสิ้นสุดที่ อ.ไทรโยค
จ.กาญจนบุรี รวมถึงสายแม่กลองซึ่งเริ่มจากสถานีวงเวียนใหญ่ไปสิ้นสุดที่สถานีแม่กลอง
จ.สมุทรสาคร
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขนส่งทางรถไฟ
|
ข้อดีของการขนส่งทางรถไฟ
|
ข้อเสียของการขนส่งทางรถไฟ
|
|
1.สามารถบรรทุกสินค้าได้ครั้งละมากๆ และเหมาะกับสินค้าที่มีน้ำหนักเยอะ
|
1.ขาดความยืดหยุ่น
มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและเส้นทาง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
|
|
2.ค่าขนส่งถูกเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งประเภทอื่น
|
2.ไม่สามารถส่งสินค้าถึงบ้านได้
ต้องอาศัยการขนส่งประเภทอื่นมาเป็นตัวช่วย
|
|
3.ปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
|
3.การลงทุนค่อนข้างสูง
|
|
4.เหมาะสำหรับขนส่งทางไกล
เนื่องจากค่าขนส่งต่อหน่วยจะถูกลงเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งแบบอื่น
|
4.ไม่เหมาะกับการขนส่งในระยะทางใกล้
และสินค้าน้ำหนักน้อย เพราะค่าใช้จ่ายจะสูง
|
|
5.ขนส่งได้ทุกสภาพอากาศ
|
|
Ø การขนส่งทางน้ำ
(Water
Transportation) เป็นวิธีการขนส่งเก่าแก่มีมาตั้งสมัยโบราณโดยการใช้แม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้า
รวมถึงการขนส่งทางทะเลซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เป็นระบบที่มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำที่สุด
ขนส่งได้คราวละมากๆ แต่ใช้เวลาในการขนส่งมากกว่าการขนส่งแบบอื่น
และไม่สามารถส่งแบบ Door-to-Door ได้ สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้ามูลค่าต่ำ
ไม่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่ง และยากแก่การเสียหาย เช่น ทราย แร่ ข้าวเปลือก เครื่องจักร
เป็นต้น
ประเภทของการขนส่งทางน้ำ
-
การขนส่งทางลำน้ำ (Inland Water
Transportation) : เป็นการขนส่งทางน้ำที่ใช้สายน้ำในแผ่นดินเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า
ได้แก่ คลองและแม่น้ำ เส้นทางการขนส่งทางลำน้ำที่สำคัญของประเทศไทย คือ แม่น้ำโขง
เจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก แม่กลองและบางปะกง
-
การขนส่งทางทะเล (Sea and Ocean
Transportation) : เป็นการขนส่งผ่านทะเลและมหาสมุทร
การขนส่งทางทะเลเป็นการขนส่งระหว่างประเทศที่มีมูลค่ามากที่สุด
สินค้านำเข้าและส่งออกเกือบทั้งหมดของประเทศไทยใช้การขนส่งทางทะเลทั้งสิ้น
ท่าเรือชายฝั่งและท่าเรือระหว่างประเทศที่สำคัญของไทย
ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ(คลองเตย) ท่าเรือแหลมฉบัง ที่จอดทอดสมอเรือบริเวณเกาะสีชัง
ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือระนอง ท่าเรือสงขลา ท่าเรือภูเก็ต ท่าเรือประจวบ และท่าเรือศรีราชาฮาร์เบอร์ เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขนส่งทางน้ำ
|
ข้อดีของการขนส่งทางน้ำ
|
ข้อเสียของการขนส่งทางน้ำ
|
|
1.สามารถขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักมากและปริมาณมากได้ดี
|
1.การขนส่งล่าช้ากว่าแบบอื่น
|
|
2.อัตราการขนส่งต่ำเมื่อเทียบกับค่าขนส่งประเภทอื่น
|
2.ต้องให้มีปริมาณมากเพียงพอ
ไม่มีความคุ้มค่าหากต้องขนส่งทีละน้อย
|
|
3.มีความปลอดภัยมากเพราะใช้ความเร็วต่ำ
|
3.ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
เช่น มรสุม
|
|
4.เหมาะสำหรับการขนส่งระยะไกล เช่น การขนส่งระหว่างประเทศ
|
4.ต้องมีการขนถ่ายซ้ำ
เพราะไม่สามารถส่งถึงปลายทางสุดท้ายได้
|
|
5. .ไม่ต้องเสียค่าบำรุงหรือซ่อมแซมเส้นทางเพราะโดยส่วนมากเป็นเส้นทางที่เกิดตามธรรมชาติและรัฐบาลดูแล
|
|
Ø การขนส่งทางอากาศ (Air
Transportation) เป็นการขนส่งด้วยเครื่องบิน
ส่วนมากจะเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ มีความรวดเร็วในการขนส่งมากกว่ารูปแบบอื่น สะดวกและปลอดภัยเหมาะกับการขนส่งสินค้าประเภทที่สูญเสียง่าย
เช่น ผัก ผลไม้ ดอกไม้ หรือสินค้าที่มีมูลค่ามาก ไม่เหมาะกับสินค้าที่มีขนาดใหญ่น้ำหนักมากและสินค้าราคาถูก
เนื่องจากค่าขนส่งสูง
  ค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางอากาศ
1.) ค่าระวางขนส่งสินค้าทางอากาศ
(Airfreight) : ค่าขนส่งสินค้าที่ผู้ส่งหรือผู้รับสินค้าต้องชำระก่อนส่งหรือหลังรับสินค้า
ซึ่งจะเป็นอัตราที่แต่ละสายการบินกำหนดขึ้นมา ค่าระวางขนส่งสินค้ามี 2 ประเภท
- ค่าระวางสำหรับสินค้าทั่วไป (General
Cargo Rates: GCR)
- ค่าระวางสำหรับสินค้าพิเศษ เช่น
สัตว์มีชีวิต สินค้าอันตราย เป็นต้น
2.) ค่าธรรมเนียมความเสี่ยง
(Crisis Surcharge) : เป็นค่าที่คิดตามน้ำหนัก
โดยจะแบ่งตามเส้นทางที่จะต้องใช้ในการขนส่ง และแต่ละสายการบินจะกำหนดในอัตราที่แตกต่างกันไป
3.) ค่าธรรมเนียมน้ำมัน
(Fuel Surcharge) : เป็นค่าที่แต่ละสายการบินกำหนดขึ้นตามระยะทางที่ทำการขนส่ง
โดยคิดตามน้ำหนักของสินค้า
4.) ค่าธรรมเนียมคลังสินค้า
(Terminal Charge) : ณ
สนามบินสุวรรณภูมิ จะมีผู้ให้บริการ 2 ราย คือ การบินไทย (TG)
และ Bangkok Flight Services (BFS) ขึ้นอยู่กับว่าสายการบินจะเลือกใช้ผู้ให้บริการรายใด
5.) ค่าใบตราส่งสินค้าทางอากาศ
(Air Waybill Fee) : เป็นเอกสารสำคัญในการขนส่งสินค้า ถือเป็นสัญญาระหว่างผู้ส่งและสายการบิน
เพื่อรับขนสินค้าไปยังจุดหมายปลายทาง
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขนส่งทางอากาศ
|
ข้อดีของการขนส่งทางอากาศ
|
ข้อเสียของการขนส่งทางอากาศ
|
|
1.การขนส่งมีความรวดเร็วที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น
|
1.ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงกว่าประเภทอื่น
|
|
2.สะดวก
มีตารางเวลาที่ชัดเจน
|
2.จำกัดขนาดและน้ำหนักของสินค้า
|
|
3.สามารถขนส่งสินค้าไปยังที่ๆการขนส่งแบบอื่นเข้าไปไม่ถึง
|
3.บริการขนส่งได้เฉพาะเมืองที่มีท่าอากาศยานเท่านั้น
|
|
4.เหมาะกับการขนส่งระยะไกลๆ
|
4.มีความเสี่ยงสูง
ความปลอดภัยน้อย
|
|
5.เหมาะกับการขนส่งสินค้าที่เสียง่ายจำเป็นต้องถึงปลายทางรวดเร็ว เช่น ผัก
ผลไม้
|
5.การลงทุนและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์สูง
|
|
6.ขนส่งได้หลายเที่ยวในแต่ละวัน
|
|
Ø การขนส่งทางท่อ
(Pipeline Transportation) เป็นการขนส่งของเหลวและก๊าซผ่านท่อ
เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
ซึ่งการขนส่งทางท่อจะแตกต่างกับการขนส่งประเภทอื่น
คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งไม่ต้องเคลื่อนที่ โดยเส้นทางขนส่งทางท่ออาจจะอยู่บนดิน
ใต้ดินหรือใต้น้ำ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยใช้ระบบการขนส่งทางท่อสำหรับสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ
โครงข่ายการขนส่งทางท่อในประเทศไทย
-
ประเทศไทยมีบริษัทที่ให้บริการท่อส่งน้ำมัน
2 บริษัท คือ บริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไท(THAPPLINE) ระยะทาง
360 กิโลเมตร และบริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อ (FPT) ระยะทาง 68
กิโลเมตร
-
สำหรับท่อส่งก๊าซในประเทศไทย
เริ่มวางท่อจากแท่นผลิตเอราวัณในอ่าวไทยจนถึงมาบตาพุด จังหวัดระยอง
ซึ่งเป็นท่อเหล็กกล้า มีโครงข่ายท่อยาว 2,660 กิโลเมตร
1. การจัดการสินค้าคงคลัง
(Inventory Management)
การวางแผนการจัดเก็บวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ภายในคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพต่อการขนถ่ายไม่ว่าจะเป็นการขนเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือการส่งไปยังลูกค้า
หากมีสินค้าคงคลังมากเกินไปจะส่งผลให้ต้นทุนการเก็บรักษาสูงขึ้น สินค้าเสื่อมสภาพ
หมดอายุ หรือสูญหาย
ในมางกลับกันหากมีสินค้าคงคลังน้อยจนเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน
ดังนั้นจึงควรมีการจัดการสินค้าคงคลังให้มีความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน
สินค้าคงคลังแบ่งได้ 4 ประเภท
-
วัตถุดิบ (Raw Material) คือสิ่งของหรือชิ้นส่วนที่ซื้อมาใช้ในการผลิต
-
งานระหว่างทำ (Work-in-Process) คือชิ้นงานที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตหรือรอคอยที่จะผลิตใขั้นตอนต่อไป
-
วัสดุซ่อมบำรุง (Maintenance/Repair
Supplies) คือชิ้นส่วนหรืออะไหล่เครื่องจักรที่สำรองไว้เผื่อเปลี่ยนเมื่อชิ้นส่วนเดิมเสียหรือหมดอายุการใช้งาน
-
สินค้าสำเร็จรูป (Finished
Goods) คือสินค้าที่ผ่านทุกกระบวนการผลิตครบถ้วน พร้อมที่จะขายให้ลูกค้า
วัตถุประสงค์ของการจัดการสินค้าคงคลัง
-
ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เคยคาดการณ์ไว้
-
ป้องกันสินค้าหรือวัตถุดิบขาดมือ
-
เพื่อได้รับส่วนลดจากการซื้อครั้งละมากๆ
-
รักษาสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน
การกำหนดปริมาณของสินค้าคงคลังที่เหมาะสม
-
การวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (Material
Requirement Process : MRP) เป็นการใช้คอมพิวเตอร์คำนวณปริมาณและเวลาที่ต้องการวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิต
เรียกว่า ระบบผลัก (Push system)
-
การวางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ (Economic
Order Quantity : EOQ) เป็นการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อเพื่อให้มีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งต้นทุนนั้นเกิดจากค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
(Ordering Cost) และค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้า (Carrying
Cost)
-
การกำหนดสินค้าคงคลังขั้นต่ำ (Safety Stock) การกำหนดจำนวนสินค้าที่ต้องมีสำรองไว้ป้องกันสินค้าขาดมือ เมื่อสินค้าลดลงถึงจุดนี้
ควรมีการสั่งซื้อรอบถัดไป (Reorder Point)
-
จุดสั่งซื้อซ้ำ (Reorder point) จุดที่ต้องมีการสั่งซื้อใหม่ เพื่อไม่ให้ขาดแคลนสินค้า
ระบบการควบคุมสินค้าคงคลัง
1.) ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง (Continuous
Inventory System หรือ Perpetual System) เป็นระบบที่มีการลงบัญชีทุกครั้งที่มีการรับและจ่ายของ
ทำให้บัญชีแสดงยอดคงเหลือที่แท้จริงของสินค้าคงคลังอยู่เสมอ
2.) ระบบสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นงวด (Periodic
Inventory System) เป็นระบบที่มีการลงบัญชีเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น
เช่นตรวจนับและลงบัญชีทุกปลายสัปดาห์หรือปลายเดือน
ระบบนี้จะเหมาะกับสินค้าที่มีการสั่งซื้อและเบิกใช้เป็นช่วงเวลาที่แน่นอน
3.) ระบบการจำแนกสินค้าคงคลังเป็นหมวดเอบีซี
(ABC System) ระบบนี้เป็นการจำแนกสินค้าคงคลังออกเป็นหมวดหมู่โดยพิจารณาจากปริมาณและมูลค่าของสินค้าคงคลังแต่ละรายการ
เพื่อลดภาระในการดูแลและตรวจนับ โดยกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่ามากจะได้รับการดูแลตรวจนับอย่างดี
ส่วนกลุ่มที่มีมูลค่าน้อยอาจจะได้รับการดูแลตรจนับไม่บ่อย
1. การจัดการระบบสนเทศและกระบวนการสั่งซื้อ
(Information Flows and Order Processing)
ระบบสารสนเทศ คือ ระบบที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการรวบรวมหรือจัดเก็บข้อมูล
เพื่อให้ข้อมูลนั้นกลายเป็นสารสนเทศที่ดี สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจได้ในเวลาอันรวดเร็วและถูกต้อง
ระบบ E-Logistic คือ ระบบที่ทำหน้าที่จัดสรรให้ปัจจัยต่างๆเข้าสู่กระบวนการผลิตและนำสินค้าไปส่งถึงลูกค้า
โดยมีการติดต่อผ่านอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าได้เร็วที่สุด สะดวกและประหยัดเวลาค่าขนส่ง
รวมทั้งมีความผิดพลาดเกิดขึ้นน้อย
ระบบ E-Logistics
-
PMS (Parking Management System) : การจัดการการขนส่งทางรถ ตั้งแต่การรับคำสั่ง การวางแผน การจ่ายงาน
การเก็บประวัติรถและพนักงาน รวมถึงการวางบิล
-
WMS (Warehouse Management System) : ระบบบริหารคลังสินค้า การรับสินค้า การจัดเก็บ และการจ่ายสินค้า
-
Phase Management System : ระบบบริหารการขนส่งเป็นการเจาะเน้นค่าบริหารการขนส่งในแต่ละรูปแบบ
-
CMS (Container Yard Management System) : รูปแบบการจัดการกับลานตู้ Container
-
SMS (Ship Management System) : การจัดการสินค้าในเรือ เพื่อให้การขนถ่ายมีประสิทธิภาพ
-
MMS (Maintenance Management System) : การจัดการการซ่อมบำรุง ควบคุมอะไหล่ ปริมาณช่าง ประวัติการซ่อม
-
LMS (Logistics Management System) : เป็นระบบการบริการการจัดการ Logistics ในรูปแบบของ One
stop service
ประโยชน์ของ E-Logistics
-
ช่วยให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างอัตโนมัติ
ถูกต้อง และรวดเร็ว
-
การบริการมีความรวดเร็ว และตอบสนองความต้องการได้สูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่นิยมเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน
-
ได้รับข้อมูลข่าวสารครบถ้วน ทำให้การประสานงานกับทุกฝ่ายทำได้ง่าย
-
สามารถนำข้อมูลที่จัดเก็บในระบบมาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาได้
การจัดการกระบวนการสั่งซื้อ (Order
Processing) เป็นการดำเนินการตามคำสั่งซื้อของลูกค้า
เริ่มตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า
การตรวจสอบยอดสินค้าคงคลังรวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้า
กิจกรรมนี้มีผลต่อระดับความพึงพอใจของลูกค้า
จึงควรใช้เวลาในกระบวนการนี้ให้สั้นและหลีกเลี่ยงความผิดพลาดให้ได้มากที่สุด โดยอาจใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นตัวช่วยให้ความสะดวกมากยิ่งขึ้น
1. การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า
(Demand Forecasting)
เป็นการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถกำหนดทิศทางในการดำเนินงานว่าจะผลิตสินค้าจำนวนเท่าไร
หรือเตรียมบุคลากรและอุปกรณ์มากน้อยเพียงใด หากการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าผิดพลาด
ก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและผลประกอบการของบริษัทจากการที่ไม่มีสินค้าให้ลูกค้า หรืออาจมีสินค้าในคลังสินค้ามากเกินไป
สามารถทำได้หลักๆ 2 วิธี
1.)
Qualitative Technique
-
Survey Technique เช่นการประเมินยอดขาย
โดยอาศัยข้อมูลด้านเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ ภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และรัฐบาล
-
Opinion Polls เป็นการถามความเห็นจากกลุ่มต่าง
ๆ เช่น ผู้บริหารระดับสูง พนักงานขายซึ่งมีความใกล้ชิดกับลูกค้า
หรือจะเป็นตัวผู้บริโภคเอง
2.)
Quantitative Technique
-
Time Series
Analysis เป็นการนําข้อมูลในอดีตมาดูว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Demand
กับเวลา มีรูปแบบเป็นอย่างไร
1.1 Secular Trend คือตัวแปรมีความสัมพันธ์กับเวลาเป็นแบบเส้นตรง หรือยอดขายจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
1.2 Cyclical Trend มีรูปแบบความสัมพันธ์แบบขึ้นลงตามฤดูกาล
คือยอดขายมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นลงตามฤดูกาล (Seasonal Variation) เช่น ยอดขายของเครื่องปรับอากาศ
1.3 Irregular Fluctuation คือมีการเปลี่ยนแปลงแบบไม่มีรูปแบบแน่นอน
เช่น เกิดสงคราม
1. การบริหารคลังสินค้า
( Warehousing and Storage) เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในคลังสินค้า
ตั้งแต่กระบวนการในการวางโครงสร้างคลังสินค้า การออกแบบและจัดวาง
การจัดการพื้นที่ภายในคลังสินค้า ระดับของสินค้าคงคลัง
รวมถึงการดูแลรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ
ที่จำเป็นในการดำเนินกิจกรรมภายในคลังสินค้าเพื่อให้การจัดการคลังสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด ขั้นการทำงานในคลังสินค้า
Ø การรับสินค้า (Receiving of
Goods) เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการบริหารคลังสินค้า คือรับเอาสินค้ามาเพื่อรอจะส่งต่อ
และออกใบเสร็จให้กับสินค้านั้นๆ
Ø การเตรียมบันทึก
(Preparations
of Records) ผู้ดูแลคลังสินค้าตรวจนับสินค้า
และลงบันทึกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดระหว่างการขนส่ง
Ø การระบุตัวสินค้า
(Identifications)
มีการแยกประเภทของสินค้า และอาจติดบาร์โค้ดหรือป้ายบอกรายละเอียดเพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา
Ø การจัดเก็บ (Storing) เป็นกิจกรรมหลักในคลังสินค้าที่จะเก็บรักษาสินค้าให้ปลอดภัย
Ø การบรรจุหีบห่อ
(Packing) เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลคลังสินค้าในการบรรจุห่อของสินค้าให้ดีตามความต้องการของลูกค้า
Ø ข้อมูลในใบเสร็จ
(Information
about Receipts) ผู้ดูแลคลังสินค้าตรวจสอบข้อมูลของใบเสร็จและแจ้งข้อมูลให้กับแผนกที่ต้องการทราบ
Ø การแบ่งสินค้า (Breaking of
Bulks)
โดยส่วนมากสินค้าจะถูกส่งมาในปริมาณมากและชิ้นใหญ่
ผู้ดูแลคลังสินค้าจำเป็นต้องแบ่งสินค้าให้เหลือจำนวนน้อยลงตามความต้องการของลูกค้า
Ø การค้นหาสินค้า
(Search the
Goods) เมื่อลูกค้าต้องการสินค้า
ผู้ดูแลจะต้องค้นหาสินค้าที่จัดเก็บอยู่ในคลังสินค้า และจัดส่งให้ลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
Ø การจัดส่งสินค้า
(Delivery of
Goods) มีการตรวจสอบเอกสารและเตรียมการขนส่งสินค้า
1. โลจิสติกส์ย้อนกลับ
(Reverse Logistics)
เป็นการส่งคืนสินค้ากลับไปยังผู้ผลิตหรือผู้ขาย
เนื่องจากสินค้ามีความบกพร่อง เสียหาย หรือหมดอายุการใช้งาน ดังนั้นองค์กรมีความจำเป็นในการวางนโยบายที่จะรองรับสินค้าที่ถูกส่งคืน
เพื่อให้เกิดต้นทุนน้อยที่สุด
บางครั้งสินค้าเหล่านี้อาจนำกลับมาสร้างประโยชน์โดยการนำผ่านกระบวนการ
หรือนำกลับมาใช้ใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของต้นทุนได้เป็นอย่างดี
1. การจัดซื้อ (Purchasing)
เป็นการจัดหา จัดซื้อวัตถุดิบ
รวมไปถึงการคัดเลือกผู้ขาย (Supplier) การเจรจาต่อรองราคา
และการประเมินคุณภาพของผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบนั้นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรได้รับสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการ
ด้วยต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด
หน้าที่ความรับผิดชอบการจัดซื้อ (Responsibilities
of Purchasing) ประกอบด้วย
1.) พิจารณาและคัดเลือกผู้ขาย (Evaluate and
Select Suppliers)
2.)
ตรวจสอบข้อมูลคุณสมบัติทางด้านเทคนิคของพัสดุที่จะจัดซื้อ (Review
Specification)
3.) เป็นผู้ติดต่อประสานงานคนแรกกับผู้ขาย (Act as Primary
Contact with Suppliers)
4.) เลือกวิธีจัดซื้อจัดจ้าง (Determine the
Method of Awarding Purchase Contracts)
กลยุทธ์การจัดซื้อ
-
การกระจายการจัดการซื้อไปยัง Supplier หลายราย เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อ Supplier รายใดรายหนึ่งไม่สามารถหาวัตถุดิบให้องค์กรได้
-
การจัดหาแหล่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อสำรองไว้
-
การกำหนดมาตรฐานของวัตถุดิบต้องมีเกณฑ์เดียวกันเสมอ
สามารถใช้แทนกันได้จะทำให้อำนาจต่อรองของ Supplier ลดลง
-
การผันตัวจากการเป็นเพียงผู้หลิตไปสู่เจ้าของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
อาจทำได้โดยการร่วมทุนกับบริษัทที่ดำเนินการซื้อขายอยู่แล้ว องค์ประกอบเสริมของโลจิสจิกส์
(Logistics Support Activities)
1.
การจัดเตรียมอะไหล่และชิ้นส่วนต่างๆ
(Parts and Services
Support)
เป็นส่วนหนึ่งของการบริการหลังการขาย
โดยมีการจัดหาชิ้นส่วน อะไหล่ และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพแก่ลูกค้าในกรณีที่สินค้าเกิดความชำรุด
ความรับผิดชอบต่อสินค้าหลังการขายเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
ซึ่งจะส่งผลระยะยาวต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในอนาคต
ดังนั้นองค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการจัดการในส่วนนี้ให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อดำรงความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าไว้
1.
การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ (Material
Handling)
เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ
สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต และสินค้าสำเร็จรูป ภายในโรงงานหรือคลังสินค้า โดยต้องอาศัยเครื่องมือและอุปกรณ์การขนถ่ายวัสดุมาใช้ให้เกิดการเคลื่อนย้ายไปยังจุดจัดเก็บที่เหมาะสมที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด
วัตถุประสงค์ในการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ
Ø ลดระยะทางการเคลื่อนย้ายให้ได้มากที่สุด
Ø ลดจำนวนครั้งในการเคลื่อนย้าย
Ø ลดปริมาณของวัตถุที่เคลื่อนย้าย
Ø ลดต้นทุนในการจัดการให้ต่ำที่สุด
Ø แก้ไขกระบวนการที่เป็นคอขวดให้มีการไหลได้ดีขึ้น
องค์ประกอบสำคัญของการขนถ่ายวัสดุ
1.)
การเคลื่อนที่
เป็นการเคลื่อนย้ายวัสดุสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
ซึ่งการเคลื่อนย้ายของวัสดุสินค้าแต่ละประเภทจะมีการเคลื่อนที่ต่างกันไปเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงกว่า
2.)
เวลา ซึ่งเป็นตัววัดประสิทธิภาพของการเคลื่อน
ถ้าใช้เวลาน้อยแสดงว่าระบบการเคลื่อนย้ายมีประสิทธิภาพ
3.)
ปริมาณ วัสดุ-สินค้า
เคลื่อนที่จัดส่งตรงกับปริมาณความต้องการภายใต้เวลาที่เหมาะสม
4.)
เนื้อที่ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เพราะต้องใช้สำหรับจัดวางระบบในการเคลื่อนย้าย
งานการขนถ่ายวัสดุ ประกอบด้วยหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ
1.) งานเคลื่อนย้ายวัสดุ คือ การเคลื่อนย้ายวัสดุจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในตำแหน่งต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ระหว่างเครื่องจักร ระหว่างแผนก ระหว่างโรงงาน
หรือระหว่างอาคาร รวมถึงการขนวัสดุขึ้นและลง
2.) งานเก็บพักวัสดุ คือ การเก็บพักวัตถุดิบที่ส่งเข้ามาก่อนป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต
การเก็บพักวัสดุในขั้นตอนงานผลิต
ตลอดจนการเก็บผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปก่อนที่จะส่งออกไปยังผู้ใช้
3.)
การเลือกที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้า (Plant and
Warehouse Site Selection)
เป็นการเลือกที่ตั้งของโรงงานและคลังสินค้า
ต้องให้ความสำคัญกับความใกล้–ไกลของแหล่งวัตถุดิบและลูกค้า
เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงและเกี่ยวข้องกับระยะทางการขนส่ง
รวมถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วย 1.
การบรรจุภัณฑ์และหีบห่อ (Packaging)
เป็นกระบวนการหรือวิธีการในการห่อหุ้มสินค้า
โดยในด้านการตลาดนั้น บรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่แสดงถึงลักษณะภายนอกของสินค้า
ซึ่งจะต้องดึงดูดผู้บริโภคให้สนใจในตัวสินค้า แต่ทางด้านโลจิสติกส์
บรรจุภัณฑ์จะมีบทบาทสำคัญต่างออกไปจากด้านการตลาด โดยประการแรก บรรจุภัณฑ์จะเป็นสิ่งที่ปกป้องตัวผลิตภัณฑ์ไม่ให้เกิดความเสียหายในขณะที่มีการเคลื่อนย้าย
ประการที่สอง
บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะช่วยให้กระบวนการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาสินค้ามีความสะดวกมากขึ้น
ดังนั้นงานบรรจุภัณฑ์จึงเป็นงานเทคนิคที่ต้องอาศัยความชำนาญ
ประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและผลิตให้มีความเหมาะสมกับสินค้า เพื่อให้สามารถดึงดูดใจผู้บริโภคควบคู่ไปกับการป้องกันสินค้าจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในการขนส่งทั้งระหว่างกระบวนการผลิตและการขนส่งไปสู้ผู้บริโภค  ประเภทของบรรจุภัณฑ์โลจิสติกส์
-
บรรจุภัณฑ์เพื่อการค้าปลีก (Retail Packaging)
ออกแบบเพื่อขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง จึงเน้นความสะดุดตาและเป็นสื่อโฆษณาภายในตัว
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ปกป้องสินค้า มีรูปร่างที่เหมาะต่อการใช้งาน
-
บรรจุภัณฑ์เพื่อการขายส่ง (Wholesale
Packaging) เน้นการแพคให้ได้ในปริมาณมาก โดยจะแบ่งสินค้าออกเป็นชุดเพื่อสะดวกในการจัดจำหน่ายและการส่งมอบไปยังผู้ขายปลีกหรือส่ง
-
บรรจุภัณฑ์ชั้นนอกหรือเพื่อการขนส่ง (Out Packaging/Transport
Packaging) ออกแบบเพื่อให้สินค้าสามารถจัดเรียงหรือจัดวางโดยใช้พื้นที่ได้น้อยที่สุด
และเพื่อใช้ในการขนส่ง รวมถึงให้มีสภาพแข็งแรงทนทานเพื่อป้องกันการกระแทกหรือละอองน้ำ
ไม่ให้สินค้าเสียหายระหว่างการเคลื่อนที่ เช่น ลังไม้หรือที่บรรจุในพาเลท (pallet)
เป็นต้น
5.
การติดต่อสื่อสารด้านโลจิสติกส์ (Logistics
Communications)
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพภายในองค์กร
ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จขององค์กร
การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการตัดสินใจต่างๆ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การสื่อสารที่ประสิทธิภาพขององค์กรควรจะมีลักษณะดังนี้
- มีการสื่อสารระหว่างองค์กร Supplier และลูกค้า
- มีการสื่อสารระหว่างหน่วยงานภายในองค์กรโดยเฉพาะฝ่ายการบัญชี
การตลาด ฝ่ายผลิต
- มีการสื่อสารระหว่างกิจกรรมโลจิสติกส์ทั้ง 13 กิจกรรม
- มีการสื่อสารกันในหน่วยงานย่อย เช่น ฝ่ายขายกับฝ่ายบริการลูกค้าในฝ่ายการตลาด
- มีการสื่อสารระหว่างสมาชิกในระบบโซ่อุปทานที่ไม่ได้มีการติดต่อกับองค์กรโดยตรง
เช่น Supplier รายแรกสุดในโซ่อุปทาน
กลยุทธ์และการวางแผนโลจิสติกส์ (Logistics
Strategy and Planning) 1. กลยุทธ์การจัดการโลจิสติกส์ 2. กลยุทธ์การลดต้นทุนทางโลจิสติกส์ 3. การวางแผนด้านโลจิสติกส์ 4. องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนโลจิสติกส์ 5. การวางแผนการจัดการกองพาหนะ 6. การวางแผนการซ่อมบำรุง 7. การวางแผนเส้นทางขนส่ง 8. การวางแผนป้องกันเหตุฉุกเฉินและการบริการลูกค้าในพื้นที่จำกัด 9. ข้อจำกัดการจัดส่งจาก
DC หรือ Hub ถึงลูกค้าหรือโรงงานผลิต 10. ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่งและตารางเวลาเดินรถ
11. ข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนการขนส่ง 1. กลยุทธ์การจัดการโลจิสติกส์ เป็นการกำหนดระดับการให้บริการและการบริหารจัดการกระบวนการโลจิสติกส์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
และเนื่องจากด้วยระบบ Supply Chain มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
บริษัทจึงจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์เพื่อรองรับสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
ทั้งทางด้านสายการผลิตและลูกค้าเฉพาะกลุ่ม การพัฒนากลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ต้องมีข้อมูล
3 ส่วน ประกอบด้วย 1.)
กลยุทธ์และเป้าหมายของธุรกิจ เป็นการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจนมีผลอย่างมากต่อการวางแผนด้านโลจิสติกส์ 2.)
ความต้องการของลูกค้า
แนวโน้มความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลามีผลต่อการจัดการสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว 3.)
ผลกระทบภายนอก เช่น
ภาวะเศรษฐกิจกระทบกับกำลังการซื้อ
จากข้อมูลทั้ง 3
ส่วนนี้จะช่วยให้เราวิเคราะห์กลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ได้ และกลยุทธ์ทางโลจิสติกส์
เราจะวิเคราห์กันอยู่ 5 ส่วน ประกอบด้วย
 1.) ด้านการบริการลูกค้า
(Customer Service) เราจะใช้ข้อมูลความต้องการของลูกค้ามาเป็นตัวแบ่งระดับการบริการ
ในสินค้าประเภทเดียวกันยังมีความหลากหลายในความต้องการอยู่ด้วย เราจึงต้องมีกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม 2.) การบริหารช่องทางการจัดซื้อ
(Channel Management) ไม่ควรผูกขาดการซื้อขายกับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง
เราควรมีแหล่งวัตถุดิบสำรอง การที่เรามีแหล่งวัตถุดิบสำรองนั้นนอกจากทำให้เรามีอำนาจในการต่อรองแล้วยังช่วยเป็น
Safety Stock ในการผลิตได้ด้วยลดปริมาณการเก็บสินค้าคงคลังลง 3.) การวางเคลือข่าย (Network
Analysis) ของการจัดเก็บสินค้า ข้อมูลการขาย ปริมาณลูกค้า
เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการวางแผนคลังเก็บสินค้า ว่าควรจัดตั้งจุดกระจายสินค้ากี่จุด
และจุดใดบ้างที่จะสามารถดำเนินการกระจายสินค้าออกสู่ลูกค้า
หรือการนำวัตถุดิบกระจายเข้าสู่โรงงานผลิตได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่เหมาะสม 4.) การวางแผนเรื่องสินค้าคงคลังและการขนส่ง
Safety Stock (Warehouse Transport and Material Management) เป็นสิ่งจำเป็นที่จะไม่ทำให้การขายหรือการผลิตหยุดชะงัก
แต่การที่เรามีสินค้าคงคลังไว้มากเกินไปจะทำให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นสูง ดังนั้นเราจึงควรวิเคราะห์ปริมาณที่จะจัดเก็บไว้เป็น
Safety Stock ที่เหมาะสม
5.) การปรับผังโครงสร้างขององค์กร
(Organization Management) ให้เหมาะสมกับระบบ
ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์
หลายบริษัทให้ความสำคัญกับการจัดการโลจิสติกส์แต่ละเลยการวางผังองค์กร ทำให้เกิดความขัดแย้งของการปฏิบัติงานและการดำเนินงานเกิดความล่าช้า
จนถึงเกิดความผิดพลาดของการบริหารงาน กลายเป็นมูลค่าความเสียหายที่สูง
2.
กลยุทธ์ในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ ปัจจุบันการขนส่งมีความสำคัญต่อธุรกิจเกือบทุกประเภททั้งในส่วนการจัดหาวัตถุดิบ
การผลิตการขาย และการจัดจำหน่าย ในหลายๆ ธุรกิจ
ต้นทุนการขนส่งนับเป็นต้นทุนที่สำคัญ และกระทบต่อต้นทุนรวมของสินค้าและบริการ
ซึ่งโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการขนส่ง ประกอบด้วยต้นทุนดังต่อไปนี้
1.) ต้นทุนคงที่ (Fixed
Cost) เป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามปริมาณการขนส่ง
เช่น ค่าเช่าสถานที่จอดรถ เงินเดือนพนักงานขับรถ เป็นต้น 2.) ต้นทุนผันแปร (Variable
Cost) เป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงตามปริมาณการให้บริการการขนส่ง
เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าซ่อมแซม ค่าน้ำมันหล่อลื่น เป็นต้น 3.) ต้นทุนรวม (Total cost) เป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่รวมเอาต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรเข้าไว้ด้วยกัน
ถือเป็นต้นทุนการบริการขนส่งทั้งหมด ทั้งนี้รวมถึงต้นทุนเที่ยวกลับ (Backhauling
Cost) ด้วย กลยุทธ์ในการลดต้นทุนทางโลจิสติกส์
ประกอบด้วย 1.)
การลดต้นทุนการถือครองสินค้า (Inventory
Carrying Cost) สามารถทำได้โดยการทำให้ทุกฝ่ายสามารถเห็นข้อมูล
Stock ได้อย่าง Real Time ป้องกันการสั่งซื้อสินค้าจนเกิดภาวะ
Over Stock 2.)
การลดต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง
(Inventory
Handling Cost) โดยการนำเทคโนโลยี (Warehouse
Management System : WMS) ช่วยในการบริหารจัดการคลังสินค้า ดูจากชนิด
จำนวน และวันหมดอายุของสินค้าในคลังสินค้า แยกประเภทของสินค้า
การหยิบหรือจัดส่งสินค้าก่อนหรือหลังตามเงื่อนไขที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน
ลดเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ 3.)
การลดต้นทุนการขนส่งสินค้า (Transportation
Cost) โดยคำนึงถึงวิธีการจัดส่งสินค้าให้เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
ด้วยวิธีบริหารจัดการเส้นทางการขนส่ง (Route) มุ่งให้เกิดการขนส่งชิ้นงานในปริมาณน้อยแต่หลายเที่ยวได้อย่างคุ้มค่า
และลดการขนส่งเที่ยวเปล่า 4.)
หาวิธีการใช้พลังงานอย่างประหยัด (Energy Saving) ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ หรือวิธีการจัดการ เช่น
การลดการขนส่งเที่ยวเปล่า การรณรงค์การประหยัดพลังงานในสถานประกอบการ
หรือหาพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนถูกกว่า (NGV, Bio-diesel, Solar) 5.)
การนำระบบสารสนเทศ (Information
Technology : IT) เข้ามาสร้างประสิทธิภาพในกระบวนการบริหารจัดการโลจิสติกส์
และบูรณาการของห่วงโซ่อุปทาน (Integrate Total Supply Chain) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระบบโลจิสติกส์ 6.)
สร้างระบบตรวจสอบ (Created
System) ที่มีมาตราฐานทั้งระบบคุณภาพ บุคลากรที่มีคุณภาพ
และระบบเทคโนโลยี เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในการดำเนินการของบริษัท
7.)
บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ควรจะสามารถนำกลับมาใช้หมุนเวียนใหม่
(Returnable
Packaging System) ได้หลายๆ รอบ
เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แทนที่จะใช้เพียงครั้งเดียว 3.
การวางแผนด้านโลจิสติกส์
เป็นการกำหนดนโยบายและกำหนดทิศทางเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์
เพื่อลดต้นทุนรวมของสินค้าและบริการ และเพื่อให้การขนส่งมีประสิทธิภาพสูงสุด
ความสำคัญของการวางแผนขนส่ง
-
การวางแผนส่งผลให้มีต้นทุนในการขนส่งต่ำทำให้สามารถแข่งขันได้
เช่น การมี network ใกล้ลูกค้าทำให้ต้นทุนการขนส่งถึงลูกค้าต่ำ
-
ทำให้มีวัตถุดิบพร้อมผลิต และผลิตภัณฑ์สำเร็จพร้อมจัดส่งตลอดเวลา
แม้จะเป็นในช่วงที่เกิดวิกฤต เช่น ภัยธรรมชาติ
-
การบริหารรอบการขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้ต้นทุนการบริหารลดลง
4.
องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนโลจิสติกส์
สินทรัพย์ : กองพาหนะ กองเรือ พนักงานขับรถ ชุด software ใช้จัดตารางเดินรถ
ท่าขึ้น-ลงสินค้า และคลังสินค้า
ต้นทุน : ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษา ค่าเสียโอกาสในการขนส่ง
บริการ : ปริมาณความต้องการของลูกค้า ตอบสนองความต้องการได้ทันเวลา
การมีวัตถุดิบหรือสินค้าสำรองในภาวะฉุกเฉิน
การบำรุงรักษา : การทำ Preventive Maintenance กับยานพาหนะทั้งรถและเรือ
อุปกรณ์เครื่องจักรขนถ่าย
5.
การวางแผนการจัดการกองพาหนะ
การวางแผนการจัดการกองพาหนะ
คือ การเลือกรถในการขนส่งให้เหมาะสมกับเส้นทางและกฏหมายน้ำหนักบรรทุกหรือการจัดการสินทรัพย์ทางการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเริ่มจาก
Ø การวางแผนว่าวัตถุดิบหรือสินค้าที่เราทำการขนส่งนั้นเหมาะสมกับรถบรรทุกในลักษณะใดและมีข้อกฏหมายพิเศษบังคับเกี่ยวกับการขนส่งวัตถุดิบหรือสินค้านั้นหรือไม่
เช่น การขนส่งวัตถุเคมีอันตรายต้องบรรทุกใหนลักษระปิดมิดชิด เป็นต้น
Ø การเลือกใช้เชื้อเพลิงในการขนส่งให้เหมาะสม
ยกตัวอย่างเช่น เดิม NGV มีความคุ้มค่ามากกว่าในการใช้เป็นเชื้อเพลิงขนส่ง
แต่ในช่วงปี 2014 ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวลดลงอย่างมาก ในขณะเดียวกัน
NGV ก็มีการปรับราคาสูงขึ้น
ทำให้การขนส่งโดยใช้น้ำมันมีต้นทุนโดยรวมคุ้มค่ากว่า (ซึ่งรวมในเรื่องของการบำรุงรักษารถด้วย
รถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการขนส่งมีอัตราการซ่อมบำรุ่งที่ต่ำกว่ารถที่ใช้ NGV
Ø การวางแผนการหาจุดกระจายสินค้า
เช่น โกรกลงเรือ หรือ ท่าขึ้นสินค้าควรใกล้แหล่งวัตถุดิบหรือแหล่งผลิต
เพื่อให้รถบรรทุกสามารถทำรอบการขนส่งได้ดี จะเป็นการลดจำนวนรถที่ต้องใช้ลงได้และประหยัดต้นทุนการขนส่ง
6.
การวางแผนการซ่อมบำรุง Ø การจัดตารางการซ่อมบำรุง
โดยการคำนึงถึงประวัติการเข้ารับบริการ รายงานประวัติการซ่อม และการวิเคราะห์ต้นทุนของการซ่อม Ø การควบคุมอะไหล่
ประวัติการเข้ารับบริการ รายงานประวัติการซ่อม และการวิเคราะห์ต้นทุนของการซ่อม Ø การวิเคราะห์มาตราบันทึกความเร็ว
เช่น รายงานการทำผิดฝ่าฝืนกฏหมาย รายงานประสิทธิภาพการใช้งานพนักงานขับรถและพาหนะ รายงานของกองพาหนะ Ø ความต้องการพื้นฐานด้านกฏหมาย
การต่อใบอนุญาต รายงานตามระเบียบที่รัฐต้องการ รายงานการประกันภัยและอื่นๆ Ø การคิดต้นทุนของกองพาหนะ
การวิเคราะห์ต้นทุนพาหนะ การวิเคราะห์ต้นทุนของพนักงานขับรถ ต้นทุนรวมของกองพาหนะ 7.
การวางแผนเส้นทางขนส่ง การวางแผนเส้นทางขนส่งมีความสำคัญต่อการลดต้นทุนเป็นอย่างมาก
ถ้าเราวางแผนได้ไม่ดีอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องมีการศึกษาเส้นทางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
เพื่อให้สามารถกำหนดรูปแบบของการขนส่งที่ควบคุมต้นทุนให้เหมาะสมได้
 การวางแผนการขนส่งไปศูนย์กระจายสินค้าหลักเพื่อการส่งต่อ
เป็นการขนส่งมายังจุดกระจายสินค้าหลักแล้วจึงทำการป้อนต่อไปยังศูนย์กระจายสินค้าตามภูมิภาค
(Regional Distribution
Center) เพื่อทำการกระจายต่อไปยังแหล่งผลิตหรือแหล่งในการจัดจำหน่าย
โดยการขนส่งจากจุดกระจายหลักเข้าสู่ส่วนภูมิภาคอาจใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่บรรทุกได้จำนวนมากเพื่อความสะดวกในการบริหารต้นทุน
และการส่งออกจากศูนย์กระจายส่วนภูมิภาคไปยังโรงงานผลิตหรือแหล่งจัดจำหน่าย
อาจใช้เป็นรถหกล้อหรือรถกระบะบรรทุกเพื่อความคล่องตัวในการขนส่งและสามารถทำให้จัดส่งได้หลายที่ใน
1 วัน
 การวางแผนการขนส่งทางน้ำร่วมกับการขนส่ทางบก หรือเรียกอีกอย่างว่า
Multimodal
Transport ซึ่งเป็นการใช้รูปแบบในการขนส่งมากกว่า 2 แบบขึ้นไป
ในกรณีนี้เป็นการใช้การขนส่งทางน้ำและทางถนนร่วมกัน
โดยทั่วไปการขนส่งทางน้ำจะใช้กับการขนส่งครั้งละปริมาณมากๆ เช่น การขนส่งหิน ทราย
เพื่อใช้ในการก่อสร้าง หรือการขนส่งสินค้าที่บรรจุมาในตู้คอนเทนเนอร์
มักจะเลือกตั้งจุดกระจายสินค้า (Distribution Center) ใกล้ๆกับท่าขึ้นสินค้าทางน้ำ
แล้วจึงมีการใช้รูปแบบการขนส่งทางถนนหรือเลือกใช้รถบรรทุกขนส่งสินค้าต่อไปยังปลายทางที่ต้องการ
วิธีการนี้ช่วยให้ต้นทุนในการขนส่งลดลงและยังตอบสนองความต้องของลูกค้าได้อีกด้วย แต่การขนส่งรูปแบบนี้จะสามารถลดต้นทุนขนส่งทางถนนได้ก็ต่อเมื่อมีระยะทางในการขนส่งไม่น้อยกว่า
500 กิโลเมตร เพราะการเปลี่ยนโหมดขนส่งจะมีต้นทุนค่าขนถ่ายสินค้าเข้าออก
8.
การวางแผนป้องกันเหตุฉุกเฉินและการบริการลูกค้าในพื้นที่จำกัด
ในกรณีที่ต้องจัดเก็บวัตถุดิบหรือสินค้าเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
(Safety Stock)
เช่น ช่วงน้ำท่วม เรือสินค้าหรือวัตถุดิบไม่สามารถร่องมาทางน้ำ และเส้นทางบกบางเส้นทางถูกน้ำท่วมไม่สามารถใช้ในการขนส่งได้เช่นเดียวกัน
หากเรามีการจัดเก็บวัตถุดิบหรือสินค้าสำรองไว้โดยการเลือกจุดทำ Stock ที่อยู่ใกล้กับปลายทางที่ต้องการ
จะส่งผลให้กระบวนการผลิตไม่หยุดชะงักและลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าขาด
ทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งทางการค้าและเป็นโอกาสในการเพิ่ม Market Share ได้ดี ซึ่งทำได้โดยการสร้างจุดการกระจายวัตถุดิบหรือสินค้าไว้สี่มุมเมือง
เช่น
นอกจาก Hub จะช่วยในเรื่องของการเป็นจุดกระจายสินค้าและการทำ
Safety Stock แล้ว
ยังช่วยลดปริมาณการวิ่งรถในระยะทางยาวจากต้นแหล่งวัตถุดิบที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะการส่งวัตถุดิบไม่ทันตามกำหนด
เช่น จากสระบุรีเข้ากรุงเทพ การมี Hub ทำให้รถวิ่งสั้นขึ้นและทำรอบการขนส่งได้
และยังเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย 9. ข้อจำกัดการจัดส่งจาก
DC หรือ Hub ถึงลูกค้าหรือโรงงานผลิต
Ø น้ำหนักหรือความจุของรถ Ø เวลาที่สามารถวิ่งรถได้ใน
1 วัน Ø วิธีการและข้อจำกัดในการขนถ่ายสินค้าต้องใช้อุปกรณ์ขนถ่ายช่วยหรือไม่ Ø ข้อจำกัดทางด้านความเร็วของพาหนะต่างๆ Ø ความหนาแน่นของเส้นทางจราจร
เช่นจากท่าเรือคลองเตยไปยังปลายทางที่บ่อนไก่มีรถติดหรือไม่
Ø ข้อจำกัดของการเข้าถึงปลายทาง
เช่น ความกว้างของถนนทางเข้า จำนวนเลนถนน หรือการเข้าเขตกรุงเทพ ต้องใช้รถ 6
ล้อเท่านั้นในพื้นที่บางช่วง ประโยชน์ของ DC
(Distribution Center) หรือ Hub Ø ช่วยเพิ่มรอบการขนส่ง
เนื่องจากต้นทางและปลายทางมีระยะทางที่ใกล้กัน Ø สามารถจัดกลุ่มสินค้าที่ใช้รถบรรทุกและอุปกรณ์การขนถ่ายประเภทเดียวกันอยู่ด้วยกันได้
และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน Ø สามารถจัดส่งวัตถุดิบหรือสินค้าได้ทันตามกำหนดเนื่องจากต้นทางและปลายทางที่จัดส่งมีระยะทางที่ไม่ไกลกันมาก Ø ช่วยลดปริมาณรถวิ่งทางไกลได้ดี
เช่นรถบรรทุก 1 คัน สามารถบรรทุกได้เพียง 30 ตัน หากต้องการขนส่งให้ลูกค้า 1000
ตัน ต้องวิ่งระยะไกลถึง 30 เที่ยว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวันในการขนส่ง แต่การมี Hub ทำให้เราสามารถขนส่งทางเรือได้เที่ยวละ 2000 ตัน
แล้วจึงมาทอยสั้นด้วยรถบรรทุกทำให้ระยะเวลาในการขนส่งลดลง Ø เพื่อตอบสนองข้อจำกัดของการจัดส่ง
เรื่องของการมีกำหนดช่วงเวลาในการขนส่งในพื้นที่กรุงเทพ
ซึ่งสามารถวิ่งขนส่งรถใหญ่ได้ไม่กี่ชั่วโมงหรือถูกจำกัดให้เป็นรถขนส่งขนาดเล็ก 10.
ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่งและตารางเวลาเดินรถ ประเภทของปัญหาและแนวทางแก้ไข -
ปัญหาด้านยุทธศาสตร์ เป็นการส่งสินค้าที่เป็นสินค้าชนิดเดิมให้กับลูกค้ารายเดิมในปริมาณที่สม่ำเสมอ
เช่น การส่งสินค้าของ 7-11 ดังนั้นรถบรรทุกที่นำมาใช้ในกระบวนการนี้ก็ควรจะเป็นรถขนส่งแบบประจำที่เหมาะกับลักษณะงาน -
ปัญหาเชิงยุทธวิธีหรือเชิงปฏิบัติการ
เป็นการส่งสินค้าที่คาดเดาได้ยาก ไม่สามารถรู้ความต้องการล่วงหน้าได้
อาจมีการเปลี่ยนแปลงจุดจัดส่ง
การวางแผนประเภทนี้จึงต้องอาศัยข้อมูลในอดีตมาพิจารณาเพื่อวางแผนเส้นทางการขนส่ง -
ปัญหาเชิงปฏิสัมพันธ์ เป็นการกำหนดเส้นทางที่ดีที่สุดด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โดยใช้ข้อมูลในอดีตผสมกับปัญหาเส้นทางในปัจจุบัน มีการกำหนดตารางเวลารถด้วยคอมพิวเตอร์ที่จะกำหนดรอบในการเข้ารับสินค้า
ซึ่งการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้จะทำให้ได้ประสิทธิภาพดี แต่ก็มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงจึงอาจไม่เหมาะกับองค์กรขนาดเล็ก
-
ปัญหาการวางแผน เป็นเรื่องการจัดเส้นทางการเดินรถหรือตารางเวลาเพื่อคำนวณความคุ้มค่าของการขนส่งสินค้า
เป็นลักษณะการวางแผนก่อนจัดส่ง เช่น บริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมใช้ Software จัดเส้นทางและตารางเวลาจัดส่ง ช่วยระบุปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำของลูกค้าแต่ละราย
เพื่อรวมเที่ยวในการขนส่งตามเส้นทางที่กำหนด และหากมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อ ชุด
Software จะช่วยคำนวณโอกาสที่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 11. ข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนการขนส่ง 1.)
ข้อมูลอุปสงค์ (Demand) ต้องมีข้อมูลความต้องการลูกค้ารายวัน
รายสัปดาห์หรือรายปี รวมถึงแผนผลิตและเป้าหมายของการขาย เพื่อใช้ในการวางแผนนำเข้าวัตถุดิบ
และยังต้องมีข้อมูลสินค้าที่จะทำการจัดส่ง เช่น Ø น้ำหนักสินค้าที่ต้องทำการจัดส่ง Ø รูปร่างผลิตภัณฑ์
ลักษณะทางกายภาพและข้อควรระวังของสินค้า Ø ข้อมูลของวัสดุห่อหุ้มสินค้า
ไม่ว่าจะเป็นกล่อง ลัง หรืออื่นๆ Ø หน่วยระวางสินค้า
เช่น จำนวน Pallet Ø มูลค่าสินค้าที่จะส่ง 2.)
ปัจจัยเกี่ยวกับระยะทาง โดยจะวิธีการวัดระยะทางขนส่งด้วยกัน
3 วิธี คือ Ø วัดจากระยะทางจริง
ใช้การวิ่งรถจริงหรือวัดจากแผนที่ถนน จะใช้เวลาในการวัดนาน Ø วิธีการวัดพิกัด
เป็นการระบุพิกัดแล้วใช้โปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นในการคำนวณระยะทาง
ซึ่งวิธีนี้จะมีความคาดเคลื่อนอยู่บ้าง เนื่องจากอาจไม่มีการอัพเดทโปรแกรม Ø การจำลองเครือข่ายถนนแบบดิจิตอล
โดยใช้โปรแกรมแผนที่ร่วมกับระบบ GPS จำลองเครือข่ายถนนและเส้นทางการขนส่งมาใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์
แต่ต้องระวังเรื่องเวลาเข้าออกตามกฏหมายในบางพื้นที่ 3.)
ข้อจำกัดของพนักงานขับรถ Ø กฏหมายควบคุมเวลาการขับรถ Ø ชั่วโมงการทำงานและรูปแบบการทำงานเป็นกะ Ø จำนวนพนักงานขับรถที่พร้อมปฏิบัติงาน Ø ใบอนุญาตขับขี่และหลักฐานการฝึกอบรม Ø พนักงานขับรถสำรองกรณีขับรถระยะไกล 4.)
ปัจจัยเกี่ยวกับเส้นทาง Ø โครงสร้างพื้นฐานของถนน Ø
ข้อกฏหมายกำหนด
น้ำหนักบรรทุกในแต่ละเส้นทาง
บางเส้นทางมีการกำหนดน้ำหนักบรรทุกควบคุมเฉพาะไม่เหมือนเส้นทางอื่น
เส้นทางที่สามารถขนส่งสินค้าได้ทั้งขาขึ้นและขาร่อง
(การขนส่งแบบ Backhaul) การปฏิบัติการเชิงโลจิสติกส์และการประยุกต์ใช้งาน (Implementation
of Logistics Supply Chain) 1. ความหมายของระบบ
Logistics 2. มุมมองการปรับปรุงระบบ
Logistics 3. ขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการ
Logistics 4. ความสอดคล้องของนโยบายและเป้าหมายในการปรับปรุงกระบวนการ โลจิสติกส์ 5. การสำรวจและเยี่ยมชมการปฏิบัติการจริง
(Walk Through) 6. การวางแผนปรับปรุงกระบวนการทำงาน 7. เครื่องมือที่นำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์
กรอบในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงาน 1. ความหมายของระบบโลจิสติกส์ (Logistics) โลจิสติกส์ (Logistics) เป็นการบริหารจัดการและควบคุมกระบวนการไหลหรือเคลื่อนย้ายของวัตถุดิบ
สินค้าระหว่างการผลิต และสินค้าสำเร็จรูป ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดและตอบสนองความต้องการของลูกค้า
โลจิสติกส์ขาเข้า
(Inbound
Logistics) คือ การบริหารสินค้าขาเข้า
โดยเริ่มตั้งแต่การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ (Raw Material) เข้าสู่กระบวนการผลิต
การนำสินค้าระหว่างการผลิต (Work in Process) ไปจัดเก็บเพื่อรอผลิตในขั้นตอนถัดไป
การบรรจุหีบห่อ (Packaging) จนกว่าจะเสร็จกระบวนการผลิตและกลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป
(Finished Goods) โลจิสติกส์ขาออก
(Outbound
Logistics) จะเป็นการบริหารสินค้าในทางตรงข้ามกันกับ Inbound
Logistics โดยเป็นการจัดการสินค้าฝั่งขาออก ซึ่งก็คือ
สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) รวมถึงการบริการ (Service)
โดยเริ่มจากการจัดเก็บสินค้าเพื่อรอการจัดส่ง
และการบริการลูกค้าให้เกิดความพอใจสูงสุดด้วยการจัดส่งสินค้าให้ตรงเวลา 2. มุมมองการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ในการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์
ผู้ที่มีส่วนวางแผนการปรับปรุงมักจะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการทำงาน
ได้แก่ -
ที่ปรึกษาระบบโลจิสติกส์ (Management
Consultant) ผู้ที่มีประสบการณ์
มีความชำนาญเฉพาะด้าน มองการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์เป็นการพัฒนาไปข้างหน้าในระยะยาว
อาจเป็น 3 ปี, 5 ปี หรือ 10 ปี
โดยจะมีการวางแผนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
-
หัวหน้างานหรือผู้บริหาร
ผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ กำกับดูแล และปฏิบัติงานเกี่ยวกับโลจิสติกส์
จะมองการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ในลักษณะการปรับปรุงงานเฉพาะหน้า ระยะสั้น โดยจะใช้การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งเรียกว่า Quick Fix หรือ Quick Win โดยต้องมั่นใจว่าการแก้ไขปรับปรุงไม่มีผลกระทบกับกระบวนการอื่นๆ
หรือผลต่อนโยบายให้บริการแก่ลูกค้า
พร้อมทั้งยังใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงในระยะยาวต่อไป
3. ขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์ 1.)
ขั้นตอนแรกต้องทำความเข้าใจต่อวิสัยทัศน์
พันธะกิจ วัตถุประสงค์ และนโยบาย ที่ใช้เป็นตัวชี้ทิศทางในการขับเคลื่อนองค์กร 2.) สร้างวัตถุประสงค์และตั้งเป้าหมายในการปรับปรุง 3.)
เลือกกระบวนการ (Business
Process) ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมโลจิสติกส์ (Logistics
Activities) 4.)
สำรวจและเยี่ยมชมการปฏิบัติการจริง (Walk Through) 2. 4.ความสอดคล้องของนโยบายและเป้าหมายในการปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์ นโยบายและพันธะกิจ นโยบายด้านการให้บริการลูกค้าที่ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าองค์กรอื่นๆ
ในธุรกิจหรืออุตสากรรมเดียวกัน ในขณะที่ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นหรือลดกิจกรรมต่างๆ
ในการปฏิบัติงานที่ไม่เกิดคุณค่า (Non Value Activities) วัตถุประสงค์ในการปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์ -
ลดระยะเวลาการส่งมอบสินค้า (Reduce Order
Cycle Time) -
ลดเวลาในแต่ละขั้นตอนการทำงาน (Improve Time
in Transit) -
ปรับปรุงและการเชื่อมโยงกระบวนการการทำงานให้ราบรื่นไม่ให้เกิดคอขวด
(Improve &
Synchronize Process Flow) -
เพิ่มคุณภาพและความแม่นยำในการปฏิบัติงาน
(Improve
Quality & Accuracy) -
ใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ (Improve
Resource Utilization) ได้แก่ การทำงานแบบรวมศูนย์ (Work as
“Center”) การทำงานได้หลากหลาย (Multi task)
และการรวบรวมงานโดยใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Consolidation) การเลือกกระบวนการ เป็นการเลือกกระบวนการ Business
Process ที่เกี่ยวข้องกับ Logistics Activities ยกตัวอย่างเช่นกระบวนการรับคำสั่งซื้อจนถึงการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า (Order
to Delivery Process) ซึ่งมีผลต่อการให้บริการลูกค้า
และมีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหลายหน่วยงานจนกว่าจะสามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้กับลูกค้า
ในขณะเดียวกันก็มีผลต่อต้นทุนขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรและทรัพย์สินขององค์กร
อาทิ -
คน (การวางแผนกำลังพล) -
เครื่องจักรและอุปกรณ์ (Folk Lift/ชั้นวาง/Computer) -
อาคารสถานที่ (ท่ารับ-จ่าย/พื้นที่ในการปฏิบัติงาน)
-
สต๊อคสินค้า (ความแม่นยำ/สินค้าขาด-เกิน)
5. การสำรวจและเยี่ยมชมการปฏิบัติการจริง
(Walk Through)
โดยการสำรวจและเยี่ยมชมการปฏิบัติการจริง
(Walk Through) ทำได้ด้วยการสังเกตและสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทำงานนั้นๆ มีขั้นตอนดังนี้ 1.)
เริ่มสำรวจจากฝ่ายรับคำสั่งซื้อ
ในกระบวนการรับคำสั่งซื้อ ได้แก่ วิธีการรับ Order, การจอง Stock,
การสื่อสารกับลูกค้าและฝ่ายอื่นๆ 2.)
สำรวจฝ่ายคลังสินค้าในกระบวนการจัดการคลังสินค้า
เนื่องจากเป็นฝ่ายที่ต้องนำเอาใบสั่งซื้อ ทำการหยิบและจ่ายสินค้าให้ฝ่ายขนส่ง 3.)
สังเกตการควบคุม Stock ตารางเวลา จำนวนคน และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน การออกเอกสารต่างๆ เป็นต้น
เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการและวิธีการทำงานจริง ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่
และอย่างไร 4.)
พิจารณากระบวนการทำงาน (Work
Flow) การเคลื่อนย้ายสินค้า
(Product Flow) เมื่อไหรที่สินค้าที่จะถูกหยิบ จับ
หรือเคลื่อนย้าย การลื่นไหลของข้อมูล (Information Flow) เมื่อไหรที่ข้อมูลจะถูกส่งผ่านและทำการ
Update ข้อมูลโดยเฉพาะ Stock สินค้าให้เป็นปัจจุบัน
รวมถึงเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ 5.)
หลังจากจบขั้นตอน Walk Through ส่วนใหญ่สามารถจะนำเสนอวิธีแก้ปัญหาหรือทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
(Quick Fix หรือ Quick Win) 6. การวางแผนปรับปรุงกระบวนการทำงาน -
หลังจากได้มีการปรับปรุงในเบื้องต้น Quick Fix หรือ Quick Win ไปแล้ว จึงมีการกำหนดแผนเป็นระยะ (Phase) ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง
และระยะยาว เพื่อให้ผลในการปรับปรุงเป็นการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจของบริษัทได้ในอนาคต
-
เมื่อได้ข้อมูลและทราบถึงรายละเอียดของ
Work Flow, Product
Flow, และ Information Flow ที่เป็นปัจจุบันแล้ว
งานในขั้นต่อไปจะเป็นการวิเคราะห์ถึงลักษณะ ตำแหน่ง และสาเหตุของปัญหา
ที่จะส่งผลต่อขีดความสามารถของบริษัทในการส่งมอบสินค้าและบริการซึ่งการวิเคราะห์ควรจะต้องมุ่งเน้นการระบุถึงสาเหตุที่แท้จริง
(Root Causes) ของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยสามารถนำเครื่องมือ (Tools)
ของการปรับปรุงกระบวนการทำงานมาใช้ 7. เครื่องมือที่นำมาใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์ -
กรอบความคิด (Framework) : ในการศึกษาระบบโลจิสติกส์ซัพพลายเชน ประกอบด้วย SCOR Model, Lean
Tools -
การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนงาน (Process
Analysis) : เพื่อตรวจสอบปัญหาและสาเหตุของปัญหา : SCM Logistics Scorecard Diagnosis, Order Tracking, Why-Why, 7 Wastes เป็นต้น 8. กรอบในการปรับปรุงพัฒนากระบวนการทำงาน
โดยทั่วไปแผนปฏิบัติการจะประกอบด้วย
รายละเอียดในการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเชื่อมโยงใน 3 ด้านพร้อมกัน
ดังแสดงในรูปด้านล่าง
กระบวนการ (Process)
การปรับปรุงกระบวนงานเป็นการสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อให้เกิดการไหลลื่นของงานในระบบโลจิสติกส์ซัพพลายเชน
โดยกลไกที่สำคัญประกอบด้วย
-
การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจ (Business
Process) โดยจะต้องออกแบบรายละเอียดขั้นตอนการทำงานใหม่
-
โครงสร้างองค์กร (Organizational
Structure) ซึ่งกำหนดการทำงานร่วมกันภายในบริษัท โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรจะมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทและความรับผิดชอบ
(Roles and Responsibilities) และลดการกระจัดกระจายของงานที่เกี่ยวเนื่องกัน
เพี่อลดการส่งทอดงานให้เหลือน้อยที่สุด
-
ระบบประเมินผลงาน (Performance
Measures) เนื่องจากแนวคิดที่ว่าพนักงานจะปฏิบัติงานตามที่ถูกประเมิน
ดังนั้นระบบประเมินผลงานต้องให้ความสำคัญของผลสำเร็จในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า
มากกว่าผลงานของแผนกใดแผนกหนึ่ง เพราะจะทำให้แต่ละแผนกเกิดความขัดแย้งกันเอง คน (People)
การปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของพนักงานของบริษัท
ทั้งนี้พนักงานบางส่วนอาจเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
แต่พนักงานบางส่วนอาจจะไม่เห็นด้วยและถึงกับมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการเปลี่ยนแปลงควรให้ความสำคัญกับ
-
การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้พนักงานทราบถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการอย่างถูกต้องและทั่วถึง
พยายามให้พนักงานตระหนักถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการเปลี่ยนแปลง
และเพื่อก่อให้เกิดวัฒนธรรมของการทำงานเป็นทีม
-
การพัฒนาความเชี่ยวชาญ (Skills) ของพนักงาน ได้แก่ การจัดฝึกอบรม (Training) การดูงาน
(Site Visit) การสอนงาน (Coaching) ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้แผนปรับปรุง
เทคโนโลยี (Technology)
เป็นการนำเทคโนโลยีในด้านต่างๆ
เข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนให้ความพยายามปรับเปลี่ยนด้านคน และด้านกระบวนการให้เกิดผลสัมฤทธิ์
โดยเทคโนโลยีจะทำหน้าที่ 2 ประการคือ
อำนวยความสะดวกต่อการเชื่อมโยงทั้งภายในบริษัทและระหว่างคู่ค้า
และช่วยลดเวลาในการดำเนินงานลงได้ ทั้งนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการนำ ระบบโลจิสติกส์ซัพพลายเชน
มาใช้ในบริษัท ประกอบด้วย
-
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information
Technology) ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการจัดการโลจิสติกส์ซัพพลายเชนมาก
ทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศมีหลายระดับและหลายประเภท เช่น
เทคโนโลยีที่เป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลและสารสนเทศภายในองค์กร เช่น ERP –
Enterprise Resource Planning เป็นต้น
-
ระบบมาตรฐานต่างๆ เช่น การนำบาร์โค้ด
(Barcodes) หรือ Radio Frequency Identification-RFID มาตรฐานสากลมาใช้เพื่อความสะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธุรกิจและภายในองค์กร
เป็นต้น
-
เทคโนโลยีด้านการขนถ่าย เคลื่อนย้าย
และกองเก็บวัสดุภายในคลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฎิบัติงาน เช่น
ระบบการจัดการคลังสินค้า (WMS – Warehouse Management System) และรวมถึงอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายที่มีประสิทธิภาพ (MHE – Material
Handling Equipment) ได้แก่ รถ Folk Lift, Conveyor,
Rack/Shelving System เป็นต้น
ในการจัดทำรายละเอียดแผนการดำเนินการปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์นั้น
ควรจะทำการจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องดำเนินการ โดยพิจารณาจาก
1.) ความยากง่ายในการดำเนินงาน
2.) ระดับเงินทุนที่เกี่ยวข้อง
3.) ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการปรับเปลี่ยน การเลือกทำเลที่ตั้งคลังและศูนย์กระจายสินค้า
(Warehouse and
Distribution Center Location Decisions)
1.ความสำคัญของการเลือกทำเลที่ตั้ง 2.กลยุทธ์ของการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า
3.ปัจจัยในการพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้งทั่วไป
4.การสร้างแบบจำลองสถานที่ตั้งของศูนย์กระจายสินค้า
1. ความสำคัญของการเลือกทำเลที่ตั้ง การเลือกทำเลที่ตั้งของคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
มีผลต่อต้นทุนและระยะเวลาในการกระจายสินค้าจากคลังสินค้าไปสู่โรงงาน ร้านค้า
และผู้บริโภค หากเลือกสถานที่ตั้งไม่เหมาะสม
จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง
และยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งในด้านการผลิตและการบริโภค ผลกระทบของการเลือกทำเลที่ตั้งไม่เหมาะสม
·
Low productivity :
กระบวนการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ อาจผลิตสินค้าได้น้อยลง ·
Unreliable Supplier : ขาดความน่าเชื่อถือ ·
Poor Materials : ได้วัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพเข้าสู่กระบวนการผลิต ·
Poor Facilities : สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ดี
·
Not Easy to Close Down or Move : ยากต่อการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีต้นทุนสูง
2. กลยุทธ์ของการเลือกทำเลที่ตั้ง
Ø การเลือกทำเลที่ตั้งใกล้ตลาด
(Market-Positioned
Strategy) เป็นการเลือกทำเลที่ตั้งที่ใกล้กับลูกค้าลำดับสุดท้าย (Final
Customer) เพื่อการตอบสนองความพึงพอใจแก่ลูกค้า ด้วยระดับการให้บริการ
(Service Level) สูง โดยให้ความสำคัญกับ ค่าขนส่ง
รอบเวลาการสั่งสินค้า ปริมาณการสั่งซื้อสินค้า ขนาดและจำนวนของพาหนะที่สามารถให้บริการลูกค้าในพื้นที่ที่ต้องการได้
Ø การเลือกทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งผลิต
(Production-Positioned
Strategy) คือ การตั้งคลังสินค้าอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบหรือโรงงานให้มากที่สุด
ซึ่งการตั้งคลังสินค้าแบบนี้จะทำให้ระดับการให้บริการลูกค้าต่ำกว่าแบบแรก
แต่จะสามารถประหยัดค่าขนส่งวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน
Ø การเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างกลาง
(Intermediately-Positioned
Strategy) โดยตั้งคลังสินค้าอยู่ตรงกลางระหว่างแหล่งผลิตและตลาด
ซึ่งการตั้งคลังสินค้าประเภทนี้ทำให้ระดับการให้บริการลูกค้าต่ำกว่าแบบแรกแต่สูงกว่าแบบที่สอง
ทำเลที่ตั้งประเภทนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้บริการลูกค้าอยู่ในระดับสูง และมีโรงงานการผลิตหลายแห่ง 3. ปัจจัยในการพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้งทั่วไป
การเลือกทำเลที่ตั้งควรพิจารณาปัจจัยหลายปัจจัยประกอบกันมากกว่ามุ่งเน้นแต่ปัจจัยเดียวเพราะต้นทุนที่ต่ำในทางหนึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมต่ำสุดก็ได้
การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง
ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการคลังสินค้าไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ปัจจัยต่าง ๆที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า จะต้องแยกพิจารณาเป็นลักษณะ คือ
1.) ปัจจัยพิจารณาในเชิงคุณภาพ คือ ปัจจัยที่ไม่อาจวัดออกมาในรูปของประมาณเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน
เป็นปัจจัยที่ไม่มีตัวตน แต่ก็มีอิทธิพลอย่างสำคัญ ประกอบด้วย
- แหล่งสินค้า อยู่ใกล้กับแหล่งสินค้า ซึ่งจะทำให้เจ้าของสินค้าเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้อย
- เส้นทางคมนาคม เข้าถึงได้โดยสะดวก
มีสภาพเส้นทางที่ดี มีเส้นทางการเข้าถึงได้หลายประเภท ทั้งทางบก ทางน้ำ
โดยให้เส้นทางถนนเป็นหลัก
- แหล่งแรงงาน จัดหาแรงงานที่มีคุณภาพ
และมีจำนวนเพียงพอ
- ทัศนคติของชุมชน ควรทำให้ชุมชนมีทัศนคติที่ดีต่อธุรกิจเพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างคลังสินค้ากับชุมชน
ซึ่งนำมาสู่ความเสี่ยงของความเสียหายทางธุรกิจ
- บริการสาธารณะ ใกล้สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง
สถานพยาบาล เพื่อความสะดวกในการไปใช้บริการ
- สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อการทำงาน เช่น อากาศ
แสง เสียง ซึ่งมีผลต่อสุขภาพพนักงาน
- โอกาสขยายตัวในอนาคต
2.) ปัจจัยพิจารณาในเชิงปริมาณ สามารถวัดได้เป็นตัวเลข
ซึ่งมักวิเคราะห์ต้นทุนเพื่อหาทำเลที่ตั้งซึ่งมีต้นทุนต่ำที่สุด
จะทำการวิเคราะห์ต้นทุนที่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ - ต้นทุนเกี่ยวกับค่าที่ดินและการก่อสร้าง - ต้นทุนแรงงาน - วิธีการขนส่งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป - ระยะทางระหว่างโรงงานกับแหล่งทรัพยากร
- ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวก
การผลิตบางประเภท ต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกับบริษัทแม่
เพราะการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกมีต้นทุนที่สูง - ใกล้ลูกค้าและตลาด
ความสะดวกของลูกค้าจะนำมาซึ่งความพึ่งพอใจของลูกค้า
และการใกล้ตลาดจะทำให้ระยะทางและต้นทุนในการขนส่งลดลง - บริการสารณูปโภคของรัฐ - ภาษีอากรและการประกันภัย 3.) การเลือกทำเลที่ตั้งในกระแสโลกาภิวัตน์
เป็นการเลือกทำเลที่ตั้งภายนอกประเทศ นำมาซึ่งประโยชน์หลายประการ เช่นลดต้นทุนการผลิตเนื่องจากค่าแรงที่ต่ำกว่า
เพิ่มความรู้สึกยอมรับผลิตภัณฑ์ของประเทศลูกค้าถ้าใช้ฐานการผลิตในประเทศนั้น โดยมีปัจจัยดังนี้ - ผลิตผลของแรงงาน
เป็นการวัดต้นทุนต่อหน่วยที่แท้จริง ไม่ได้คำนึงถึงเฉพาะค่าแรงที่ต่ำกว่าเท่านั้น
แต่จะพิจารณาประสิทธิภาพของการทำงานด้วย - อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา บางประเทศมีอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราที่ผันผวน
ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าแรงงานเปลี่ยนไป และมีผลกระทบต่อกำไรหรือรายได้ที่แท้จริง - ต้นทุน เป็นต้นทุนที่มองเห็น (Tangible Costs) รวมกับต้นทุนที่มองไม่เห็น
(Intangible Costs) - ทัศนคติของประชากร (Attitude) ในประเทศนั้นๆ
ต่อการที่มีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ
ซึ่งอาจเป็นทางบวกเพราะมีการว่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น หรืออาจเป็นทางลบเพราะโรงงานต่างชาติมาแข่งขันกับธุรกิจท้องถิ่น
4.) การเลือกทำเลที่ตั้งระดับสากล เมื่อต้องขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่น
ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ปัจจัยที่สำคัญมีดังนี้ - ภาครัฐบาล ระบบเศรษฐกิจ และการเมือง - กฎหมายและระเบียบข้อบังคับ - สภาพแวดล้อมและชุมชน - การส่งเสริมการลงทุน - ผู้ขายปัจจัยการผลิต และลูกค้า - สาธารณูปโภค การขนส่งและการกระจายสินค้า 4. การสร้างแบบจำลองสถานที่ตั้งของศูนย์กระจายสินค้า เป็นการสร้างทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดและประสิทธิภาพสูงที่สุด
โดยมักใช้แบบจำลองต่อไปนี้ในการตัดสินใจ Ø การคำนวณทางคณิตศาสตร์
(Mathematical
Programming) ซึ่งเป็นการคำนวณสมการเชิงเส้น (Linear
Programming) Ø ฮิวริสติกส์ (Heuristics) เป็นวิธีที่พิจารณาตามประสบการณ์เพื่อจะปฏิเสธทางเลือกที่ไม่น่าเป็นไปได้ออก Ø การจำลองสถานการณ์
(Simulation) เป็นเทคนิคการวิจัยและการดำเนินงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและสามารถแสดงปัญหาและความสัมพันธ์ของต้นทุนที่ซับซ้อนได้
การใช้แบบจำลองไม่ใช่การหาค่าที่เหมาะสมที่สุดจึงไม่ได้ให้คำตอบที่ดีที่สุดแต่จะช่วยบรรยายถึงความสัมพันธ์ต่างๆเพื่อใช้ในการประเมินทางเลือก โดยแนวทางการพิจารณาสถานที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือการสร้างแบบจำลองสถานการณ์
เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด มีพื้นฐานการสร้างแบบจำลองดังนี้ - การพิจารณาข้อมูล - การจัดตั้งและการใช้แบบจำลองสำหรับปฏิบัติการปัจจุบัน - การตรวจสอบความใช้ได้ของแบบจำลอง - การพยากรณ์อุปสงค์และอุปทาน - การใช้แบบจำลองกับกรณีฐาน - ใช้แบบจำลองกับทางเลือกอื่น - ทำการวิเคราะห์ความไวของแบบจำลอง
- เปรียบเทียบผลลัพธ์ การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory
Management) 1.การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory
Management) 2. วัตถุประสงค์ของการบริหารสินค้าคงคลัง 3. ประเภทของสินค้าคงคลัง (Types of Inventory) 4. การตรวจนับจำนวนสินค้าคงคลัง 5. ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง 6. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Cost of
Inventory Management) 7. การคำนวณหาสินค้าคงคลังที่เหมาะสม 8. การหาจุดสั่งซื้อ (Reorder Point)
9. ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง 1. การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
(Inventory Management)
สินค้าคงคลัง (Inventory) หมายถึงวัตถุดิบหรือสินค้าต่างๆที่เก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินงาน
ไม่ว่าจะเป็นดำเนินงานผลิต ดำเนินงานขาย หรืออื่นๆ
ซึ่งจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนภายในองค์กร การมีสินค้าคงคลังมากเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหา
ทั้งในเรื่องต้นทุนการเก็บรักษาที่สูง สินค้าเสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย ถูกขโมย
หรือสูญหาย
นอกจากนี้ยังทำให้สูญเสียโอกาสในการนำเงินที่จมอยู่กับสินค้าคงคลังนี้ไปหาประโยชน์ในด้านอื่นๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีสินค้าคงคลังน้อยเกินไป
ก็อาจประสบปัญหาสินค้าขาดแคลนไม่เพียงพอ (Stock out) สูญเสียโอกาสในการขายสินค้าให้แก่ลูกค้า
เป็นการเปิดช่องให้กับคู่แข่งขัน และก็อาจต้องสูญเสียลูกค้าไปในที่สุด
นอกจากนี้ถ้าสิ่งที่ขาดแคลนนั้นเป็นวัตถุดิบที่สำคัญ
การดำเนินงานทั้งการผลิตและการขายก็อาจต้องหยุดชะงัก ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรในอนาคตได้
ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
(Inventory
Mangement) หมายถึง การเก็บทรัพยากรไว้ใช้ในปัจจุบัน หรือในอนาคต
เพื่อให้การดำเนินการของกิจการดำเนินไปอย่างราบรื่น และเป็นการจัดการต่างๆ
ที่เกี่ยวกับรายการสินค้าในคลัง ตั้งแต่รวบรวม จดบันทึกสินค้าเข้า-ออก
การควบคุมให้มีสินค้าคงเหลือในปริมาณที่เหมาะสม มีระเบียบ
เพื่อให้สินค้าที่มีอยู่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค โดยมีจุดมุ่งหมาย
เพื่อรายงานแก่ผู้บริหารว่า “รายการสินค้าใดขายดี
สินค้าใดขายไม่ดี สินค้าใดควรสั่งซื้อเพิ่ม หรือสินค้าใดควรลดราคาล้างสต็อก
หรือควรตัดสต็อก เพราะสินค้าเสื่อมคุณภาพ-ล้าสมัยแล้ว” และยังเป็นการบริหารสินค้าให้มีความสมดุลกันระหว่างอุปสงค์และอุปทาน 2. วัตถุประสงค์ของการบริหารสินค้าคงคลัง Ø เพื่อลดต้นทุนในการผลิต Ø เพื่อตอบสนองความต้องการของสินค้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง Ø เพื่อได้รับส่วนลดจากการสั่งซื้อในปริมาณมาก
(Economy of
Scale) Ø เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล Ø เพื่อการเก็งกำไร Ø เพื่อช่วยให้กระบวนการผลิตและการกระจายสินค้าราบรื่นมากขึ้น Ø เพื่อลดสินค้าขาดมือ
(Stock out) Ø เพื่อให้บริการลูกค้าได้ทันทีที่มีความต้องการ Ø เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
(Market Share) 3.
ประเภทของสินค้าคงคลัง (Types of
Inventory) ประเภทของสินค้าคงคลังในเส้นทางของระบบโลจิสติกส์
1.)
สินค้าที่เก็บตามรอบ (Cycle Stock) เป็นสินค้าที่มีไว้เติมสินค้าที่ขายไปหรือสินค้าที่ใช้ไปในการผลิต
ซึ่งสินค้าประเภทนี้จะเก็บไว้เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าภายที่มีความแน่นอน คือ
มีการคาดการณ์และทราบความต้องการสินค้าล่วงหน้าและแน่นอน และช่วงเวลาในการรอคอยสินค้าคงที่
ดังนั้นจะกำหนดวันให้สินค้าในแต่ละรอบมาถึงได้ตรงกับเวลาที่สินค้าชิ้นสุดท้ายหมดพอดี
ซึ่งปริมาณสินค้าคงคลังสูงสุดจะไม่เกินปริมาณที่สั่งซื้อไปในแต่ละครั้ง โดยที่ปริมาณสินค้าคงคลังเฉลี่ยจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของปริมาณสินค้าที่สั่งซื้อ
2.)
สินค้าคงคลังระหว่างทาง (In-transit
Inventories) เป็นสินค้าที่อยู่ระหว่างการลำเลียงจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งสินค้าเหล่านี้อาจจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่เก็บไว้ตามรอบ
(Cycle Stock) ในการคำนวณต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าควรจะรวมต้นทุนของสินค้าคงคลังระหว่างทางไว้ด้วย
เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ยังไม่สามารถขายหรือนำไปใช้ที่จุดหมายปลายทางได้ 3.)
สินค้าคงคลังสำรองหรือสินค้ากันชน (Safety or
Buffer Stock) เป็นสินค้าจำนวนหนึ่งที่เก็บไว้เผื่อของขาดระหว่างการผลิต
หรือเผื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจากลูกค้า เช่น ลูกค้าต้องการสินค้าเพิ่ม ซึ่งการมี Safety
Stock มากเกินไปไม่ใช่เรื่องที่ดี เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
และสิ้นเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บ
4.)
สินค้าที่เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร (Speculative
Stock) เป็นการเก็บสินค้าคงคลังเผื่อไว้โดยมีเหตุผลในการเก็บเพื่อเตรียมไว้สำหรับความต้องการในปัจจุบัน
เช่น การสั่งซื้อวัตถุดิบจำนวนมากกว่าปกติเพื่อต้องการส่วนลดหรือมีการคาดการณ์ว่าวัตถุดิบจะมีการขึ้นราคา
หรือจะขาดแคลนในอนาคต นอกจากนี้การประหยัดจากการผลิต (Production
Economies) ทำให้ต้องมีการผลิตสินค้าในปริมาณที่มากกว่าความต้องการจริงในช่วงเวลาดังกล่าว
5.)
สินค้าที่เก็บไว้ตามฤดูกาล (Seasonal
Stock) สินค้าที่เก็บไว้ตามฤดูกาลเป็นรูปแบบหนึ่งของสินค้าที่เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร
โดยเป็นการสะสมสินค้าคงคลังไว้จำนวนหนึ่งก่อนที่ฤดูกาลของการขายสินค้าจะมาถึง
สินค้าประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตผลทางการเกษตรหรือผลิตผลตามฤดูกาล รวมถึงสินค้าแฟชั่น
โดยจะมีการสต็อกสินค้ารุ่นใหม่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในแต่ละฤดูกาล
6.)
สินค้าไม่เคลื่อนไหว (Dead Stock) สินค้าประเภทนี้เป็นสินค้าที่เก็บไว้ แต่ไม่มีความต้องการสินค้าเกิดขึ้น
ซึ่งอาจเป็นสินค้าล้าสมัย เสื่อมสภาพ หรือเป็นสินค้าตกค้างอยู่ในคลังสินค้าแห่งใดแห่งหนึ่ง
ถ้าเป็นกรณีหลังการขนส่งสินค้าที่ตกค้างไปยังคลังสินค้าแห่งอื่น
เพื่อป้องกันการเสื่อมของสินค้า หรือการนำมาขายลดราคาหน้าโรงงานอาจจจะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้
ประเภทของสินค้าคงคลังตามลักษณะสินค้า 1.)
สินค้าคงคลังที่เป็นวัตถุดิบ (Raw Material
Inventory) เป็นสินค้าที่ซื้อมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต
สำหรับผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป 2.)
สินค้าคงคลังระหว่างการผลิต (Work-in-Process (WIP) Inventory) เป็นสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตมาบ้างแล้วแต่ยังไม่เสร็จสิ้น
หรืออยู่ระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งต้องรอเข้ากระบวนการถัดไปของการผลิต 3.)
สินค้าคงคลังประเภทอะไหล่สำหรับการซ่อมบำรุง
(Maintenance /
Repair / Operating Supplies : MROs) เป็นกลุ่มสินค้าประเภทอะไหล่และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีสำรองไว้เพื่องานซ่อมบำรุง
4.)
สินค้าคงคลังประเภทสินค้าสำเร็จรูป (Finished Good
Inventory) เป็นสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตเสร็จสิ้นแล้ว
มีความพร้อมที่จะส่งขายทันที ทำการเก็บรักษาไว้เพื่อสำรองขายให้ลูกค้าได้ตลอดเวลาและนับว่าเป็นทรัพย์สินขององค์กร
4. การตรวจนับจำนวนสินค้าคงคลัง
เป็นการตรวจนับสินค้าเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า
สินค้าที่มีอยู่จริง และในบัญชีตรงกันมีหลายวิธีดังนี้ 1.) วิธีปิดบัญชีตรวจนับ คือ
เลือกวันใดวันหนึ่งที่จะทำการปิดบัญชีแล้วห้ามมิให้มีการเบิกจ่ายเพิ่มเติม
หรือเคลื่อนย้ายสินค้าคงคลังทุกรายการ โดยต้องหยุดการซื้อ-ขายตามปกติ
แล้วตรวจนับของทั้งหมด วิธีนี้จะแสดงมูลค่าของสินค้าคงคลัง ณ
วันที่ตรวจนับได้อย่างเที่ยงตรง แต่ก็ทำให้เสียรายได้ในวันที่ตรวจนับ
2.) วิธีเวียนกันตรวจนับ
จะปิดการเคลื่อนย้ายสินค้าคงคลังเป็นส่วนๆ
เพื่อตรวจนับเมื่อส่วนใดตรวจนับเสร็จก็เปิดขายหรือเบิก จ่ายได้ตามปกติ
และปิดแผนกอื่นตรวจนับต่อไปจนครบทุกแผนก
วิธีนี้จะไม่เสียรายได้จากการขายแต่โอกาสที่จะคลาดเคลื่อนมีสูง
5. ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง
1.)
ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง (Continuous
Inventory System หรือ Perpetual System) เป็นระบบสินค้าคงคลังที่มีการบันทึกลงบัญชีทุกครั้งที่การรับหรือการจ่ายสินค้า
ทำให้บัญชีแสดงยอดคงเหลือที่แท้จริงเสมอ
แต่ระบบนี้มีค่าใช้จ่ายด้านเอกสารและการจ้างพนักงานสูง
2.)
ระบบสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นงวด (Periodic
Inventory System) เป็นระบบสินค้าคงคลังที่มีการลงบัญชีเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น
เช่น ตรวจนับและลงบัญชีทุกปลายสัปดาห์หรือปลายเดือน ระบบนี้จะเหมาะกับสินค้าที่มีการสั่งซื้อและเบิกใช้เป็นช่วงเวลาที่แน่นอน
3.)
ระบบการจำแนกสินค้าคงคลังเป็นหมวดเอบีซี
(ABC Analysis) เป็นวิธีการจำแนกสินค้าคงคลังออกเป็นประเภทโดยพิจารณาปริมาณและมูลค่าของสินค้าคงคลังแต่ละรายการเป็นเกณฑ์
เพื่อลดภาระในการดูแล ตรวจนับ และควบคุมสินค้าคงคลังที่มีอยู่มากมาย ซึ่งถ้าควบคุมทุกรายการอย่างเข้มงวดเท่าเทียมกัน
จะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น
เกณฑ์การจำแนกสินค้าคงคลังตามระบบ
ABC
|
ประเภท
|
การควบคุม
|
|
กลุ่ม A เป็นสินค้าที่มีมูลค่ารวม
70-80% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด แต่มีปริมาณแค่ 5-15%
ของรายการสินค้าทั้งหมด
|
ต้องดูแลเป็นพิเศษ สินค้าห้ามขาด
มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ (เช่น ทุกสัปดาห์)
การควบคุมจึงควรใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องและต้องเก็บของไว้ในที่ปลอดภัย
ในด้านการจัดซื้อก็ควรหาผู้ขายไว้หลายรายเพื่อลดความเสียงจากการขาดแคลนสินค้าและสามารถเจรจาต่อรองราคาได้
|
|
กลุ่ม B เป็นสินค้าที่มีมูลค่าปานกลาง
15% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด และมีปริมาณปานกลาง 30-40% ของรายการสินค้าทั้งหมด
|
ดูแลเป็นปกติ
แต่ไม่ต้องสั่งสินค้าบ่อยเท่ากลุ่ม A ควรมีการเบิกจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการสูญหาย
การตรวจนับก็ทำเช่นเดียวกับ A แต่ความถี่น้อยกว่า (เช่น
ทุกสิ้นเดือน) ควรใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ A
|
|
กลุ่ม C เป็นสินค้าที่มีมูลค่าแค่
5-10% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด แต่มีปริมาณมาก 50-60%
ของรายการสินค้าทั้งหมด
|
การควบคุมไม่เข้มงวด ไม่มีการจดบันทึกหรือมีเพียงเล็กน้อย
สินค้าคงคลังประเภทนี้จะวางให้หยิบใช้ได้ตามสะดวก เนื่องจากเป็นของราคาถูกและมีปริมาณมาก
|

โดยการวิเคราะห์สินค้าคงคลังตามระบบ
ABC สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งสินค้าคงคลังที่เป็นวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป
ถ้าเป็นสินค้าที่เป็นวัตถุดิบจะใช้มูลค่ารวมของราคาสินค้า แต่สินค้าสำเร็จรูปจะใช้มูลค่ารวมของยอดขายเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
ขั้นตอนในการวิเคราะห์
ABC
ตัวอย่างการแบ่งประเภทสินค้าคงคลังตามแบบ
ABC
|
ลำดับ
|
รหัสสินค้า
|
จำนวนที่ใช้ต่อปี
|
ราคาต่อหน่วย
(บาท)
|
|
1
|
No.11526
|
500
|
154
|
|
2
|
No.10869
|
350
|
42.86
|
|
3
|
No.10286
|
1,000
|
90
|
|
4
|
No.10500
|
1,000
|
12.5
|
|
5
|
No.12760
|
1,550
|
17
|
|
6
|
No.01036
|
100
|
8.5
|
|
7
|
No.01307
|
1,200
|
0.42
|
|
8
|
No.12572
|
600
|
14.17
|
|
9
|
No.14075
|
2,000
|
0.6
|
|
10
|
No.10572
|
250
|
0.6
|
|
|
Total
|
8,550
|
|
|
ลำดับ
|
รหัสสินค้า
|
จำนวนที่ใช้ต่อปี
|
ราคาต่อหน่วย
(บาท)
|
มูลค่า
(บาท)
|
มูลค่า
(%)
|
Class
|
|
3
|
No.10286
|
1,000
|
90
|
90,000
|
38.78%
|
A
|
|
1
|
No.11526
|
500
|
154
|
77,000
|
33.18%
|
|
5
|
No.12760
|
1,550
|
17
|
26,350
|
11.35%
|
B
|
|
2
|
No.10869
|
350
|
42.86
|
15,001
|
6.46%
|
|
4
|
No.10500
|
1,000
|
12.5
|
12,500
|
5.39%
|
|
8
|
No.12572
|
600
|
14.17
|
8,502
|
3.66%
|
C
|
|
9
|
No.14075
|
2,000
|
0.6
|
1,200
|
0.52%
|
|
6
|
No.01036
|
100
|
8.5
|
850
|
0.37%
|
|
7
|
No.01307
|
1,200
|
0.42
|
504
|
0.22%
|
|
10
|
No.10572
|
250
|
0.6
|
150
|
0.06%
|
|
|
Total
|
8,550
|
|
232,057
|
100%
|
|
6. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Cost of
Inventory Management) ต้นทุนในการจัดการสินค้าคงคลัง 1.)
ต้นทุนในการสั่งซื้อ (Ordering
Cost) ประกอบด้วย ต้นทุนในกระบวนการจัดซื้อ เช่น
การติดต่อซัพพลายเออร์ การจัดเตรียมเอกสาร เป็นต้น 2.)
ต้นทุนในการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ (Setup Cost) เป็นต้นทุนในการติดตั้งเครื่องจักรที่จำป็นต่อกระบวนการผลิต 3.)
ต้นทุนในการเก็บรักษา (Holding/Carrying
Cost) เป็นต้นทุนเกี่ยวกับการจัดเก็บและดูแลรักษาสินค้าคงคลัง
เช่น การประกันสินค้า ดอกเบี้ย และค่าล่วงเวลาของพนักงาน เป็นต้น 4.)
ต้นทุนสินค้าขาดมือ (Shortage
Cost) คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการมีสินค้าคงคลังไม่เพียงพอต่อการผลิตหรือการขาย
เป็นเหตุให้ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ ขาดรายได้ที่ควรได้ กิจการเสียชื่อเสียง
กระบวนการผลิตต้องหยุดชะงัก เกิดการว่างงานของเครื่องจักรและคนงาน ฯลฯ ต้นทุนราคาของสินค้าคงคลัง
1.)
เข้าก่อนออกก่อน (First In First
Out : FIFO) เป็นวิธีที่ใช้ในการวัดต้นทุนของสินค้า
โดยคิดจากสินค้าหรือวัตุดิบที่ซื้อเข้ามาก่อน จะต้องถูกนำออกขายหรือนำมาใช้ก่อนเช่นกัน
เพื่อลดความเสื่อมจากการจัดเก็บเป็นเวลานาน สินค้าที่ควรใช้ระบบนี้ เช่น อาหาร
หรือสินค้าที่มีอายุการใช้งานน้อย ลองมาดูตัวอย่างการคิดต้นทุน
มีการจ่ายสินค้าที่เข้ามาก่อนออกไปก่อน
จะเห็นได้ว่า วันที่ 30 ม.ค. สินค้าจากล็อตแรกเหลือเพียงแค่ 20 หน่วย
เราจึงต้องจ่ายสินค้าล็อตแรกไปก่อน แล้วตามด้วยสินค้าล็อตหลัง
จึงมีการคิดต้นทุนเป็น 20 หน่วยแรก ราคาอยู่ที่ 50 บาท
และจำนวนสินค้าที่เหลือที่ต้องจ่ายออกอีก 80 หน่วยคิดราคาต้นทุนจากล็อตหลังที่ 60
บาท/หน่วย เป็น (20x50)+(80x60) จะเท่ากับ 5,800 บาท
2.)
เข้าหลังออกก่อน (Last In First
Out : LIFO) เป็นวิธีที่ใช้วัดต้นทุนของสินค้า
โดยคิดจากสินค้าหรือวัตถุดิบที่ซื้อเข้ามาหลังสุด
จะต้องถูกนำออกขายหรือนำมาใช้ก่อน ซึ่งอาจเป็นสินค้าประเภทแฟชั่น
ซึ่งถ้าเก็บไว้ขายหลังสุดอาจจะล้าสมัย จึงต้องนำมาขายก่อน ตัวอย่างการคิดต้นทุน
เช่น
จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการจ่ายสินค้าออก
จะเป็นการจ่ายจากสินค้าที่เข้ามาหลังสุดก่อน โดยวันที่ 30 ม.ค. ต้องจ่ายออก 100
หน่วย จึงใช้สินค้าที่เพิ่งเข้ามาล่าสุดคือของวันที่ 20 ม.ค. ก่อน
โดยราคาต้นทุนต่อหน่วยเป็น 60 บาท คิดเป็น (100x60) จะเท่ากับ 6,000 บาท
3.)
ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weight Average
Costing : WAC) เป็นการคิดต้นทุนโดยเฉลี่ย
โดยไม่สนใจว่าสินค้าชิ้นใดเข้ามาก่อนหรือหลัง มักเป็นสินค้าที่มีการผสมกัน เช่น
น้ำมัน สารเคมี ซึ่งเมื่อเทรวมกันก็ไม่สามารถแยกได้ว่าอันไหนมาก่อนหรือหลัง
จากตัวอย่างจากข้อ
1.) และข้อ 2.) จะเป็นการคิดคำนวณต้นทุนโดยรวมก่อน คือ สินค้าล็อตแรกเหลือ 20
หน่วย ในราคาต้นทุน 50 บาท/หน่วย คิดเป็น 1,000 บาท
และสินค้าล็อตหลัง 200 หน่วย ในราคา 60 บาท/หน่วย คิดเป็น 12,000 บาท ทำให้ต้นทุนรวมเป็น 13,000 บาท มีสินค้า 220
หน่วย คิดเป็นราคาต้นทุนต่อหน่วย 59.09 บาท ดังนั้น เมื่อต้องจ่ายออก 100 หน่วย
จึงคิดเป็น (100x59.09) เท่ากับ 5,909
บาท
7. การคำนวณหาสินค้าคงคลังที่เหมาะสม
การหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดหรือต้นทุนต่ำที่สุด
(Economic
Order Quantity : EOQ) โดยการสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้งจะสั่งในปริมาณหรือจำนวนที่ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่ำที่สุด
ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นเกิดจากค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (Ordering Cost) และค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้า (Holding/Carrying Cost) ซึ่งค่าใช้จ่ายสองตัวนี้จะแปลผกผันกัน

โดยจุดที่จะมีการสั่งซื้อในระดับต้นทุนที่ประหยัดที่สุดจะเป็นจุดที่ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
(Ordering
Cost) และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (Holding Cost) ตัดกันพอดี ขั้นตอนการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมหรือประหยัดที่สุด
มีดังนี้ 1.) คำนวณหาต้นทุนในการสั่งซื้อ 2.) คำนวณหาต้นทุนในการเก็บรักษา 3.) กำหนดให้ต้นทุนการสั่งซื้อเท่ากับต้นทุนการเก็บรักษา 4.) แก้สมการจากข้อ 3.)
เพื่อให้ได้ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด ตัวแปรต่างๆ
ระบบการสั่งซื้อที่ประหยัด (EOQ) มีดังนี Q = ปริมาณการสั่งซื้อในแต่ละครั้ง
(หน่วย/ครั้ง) EOQ หรือ Q* = ปริมาณสั่งซื้อสินค้าที่ประหยัดที่สุด (หน่วย/ครั้ง) D = ปริมาณความต้องการสินค้าต่อปี
(หน่วย/ปี) S = ต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้ง
(บาท/ครั้ง)
H = ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าต่อหน่วยต่อปี
(บาท/หน่วย/ปี)
1.)
คำนวณหาต้นทุนในการสั่งซื้อ
2.)
การคำนวณหาต้นทุนการเก็บรักษาต่อปี
3.)
กำหนดให้ต้นทุนการสั่งซื้อเท่ากับต้นทุนการเก็บรักษา
4.)
การหาค่า EOQ จากการแก้สมการ
ตัวอย่าง 1 : บริษัท A ตัวแทนขายเข็มฉีดยาต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายสินค้าคงคลังของบริษัทให้น้อยลง
โดยใช้ตัวรูปแบบปริมาณสั่งซื้อที่ประหยัด โดยมีความต้องการสินค้าต่อปีเท่ากับ 1,000 ชิ้น ต้นทุนการสั่งซื้อเท่ากับ 10 บาทต่อครั้ง
ต้นทุนการเก็บรักษาต่อหน่วยต่อปีเท่ากับ 0.50 บาท บริษัทควรสั่งซื้อเข็มฉีดยาจำนวนเท่าใดจึงจะใช้ต้นทุนที่ต่ำสุด วิธีคำนวณ ความต้องการสินค้าต่อปี(D) = 1,000 หน่วยต่อปี ต้นทุนในการสั่งซื้อ (S) = 10 บาทต่อครั้ง ต้นทุนการเก็บรักษา (H) = 0.5 บาทต่อหน่วยต่อปี
จากตัวอย่างที่
1 บริษัท A ตัวแทนขายเข็มฉีดยาต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายสินค้าคงคลังของบริษัทให้น้อยลง
โดยใช้ตัวรูปแบบปริมาณสั่งซื้อที่ประหยัด โดยมีความต้องการสินค้าต่อปีเท่ากับ 1,000 ชิ้น ต้นทุนการสั่งซื้อเท่ากับ 10 บาทต่อครั้ง
ต้นทุนการเก็บรักษาต่อหน่วยต่อปีเท่ากับ 0.50 บาท
และหากบริษัทมีวันทำงาน
250 วัน/ปี ตลอดทั้งปีบริษัทต้องทำการสั่งซื้อกี่ครั้ง
และช่วงเวลาของการสั่งซื้อแต่ละครั้งนานเท่าใด
8. การหาจุดสั่งซื้อ
(Reorder Point) การหาจุดสั่งซื้อ
เป็นการพิจารณาระดับของสินค้าคงคลัง ว่าเมื่อสินค้าคงคลังลดลงถึงปริมาณเท่าไร จึงจะมีการสั่งซื้อสินค้าเพิ่ม
โดยอยู่ภายใตอัตราความต้องการสินค้าคงคลังคงที่และรอบเวลาคงที่ เป็นสภาวะที่ไม่เสี่ยงที่จะเกิดสินค้าขาดมือ
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างแน่นอน มีสูตรในการคำนวณ คือ
9. ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง
1.)
เป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ที่คาดการณ์ไว้ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งในและนอกฤดูกาล โดยต้องมีการเก็บสินค้าคงคลังไว้ในคลังสินค้า
2.)
เป็นการรักษาการผลิตให้มีอัตราคงที่สม่ำเสมอ
เพื่อรักษาระดับการว่าจ้างแรงงาน การเดินเครื่องจักร ฯลฯ
ให้สม่ำเสมอได้โดยจะเก็บสินค้าที่จำหน่ายไม่หมด ไว้จำหน่ายตอนช่วงเวลาที่ลูกค้า
หรือผู้บริโภคมีความต้องการ ซึ่งในช่วงเวลานั้นอาจจะผลิตไม่ทันการจำหน่าย
3.)
ทำให้ธุรกิจได้ส่วนลดปริมาณ (Quantity
Discount) จากการจัดซื้อสินค้าจำนวนมากต่อครั้ง
เพื่อเป็นการป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคา และผลกระทบจากเงินเฟ้อ
เมื่อสินค้าในท้องตลาดมีราคาเพิ่มสูงขึ้น
4.)
ป้องกันสินค้าขาดมือ
ด้วยสินค้าเผื่อขาดมือ เมื่อเวลารอคอยล่าช้า
หรือบังเอิญได้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน
5.)
ทำให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินการต่อเนื่องอย่างราบรื่น
ไม่มีการหยุดชะงัก อันเนื่องจากของขาดมือ จนทำให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการผลิต
ซึ่งจะทำให้คนงานว่างงาน เครื่องจักรถูกปิด หรือผลิตไม่ทันคำสั่งซื้อของลูกค้า การจัดการคำสั่งซื้อ
(Order
Management)
1.
การจัดการคำสั่งซื้อ (Order
Management)
2.
ความสำคัญของการบริหารคำสั่งซื้อ (The
Importance of Order Management)
3.
องค์ประกอบของกระบวนการสั่งซื้อ (Order
Processing Elements)
4.
การบูรณาการจัดการคำสั่งซื้อ (Order
Management Integration)
5.
วงจรการสั่งซื้อของลูกค้า (Customer Order
Cycle)กลยุทธ์การลดเวลาการสั่งซื้อ (Order Time Reduction
Strategy)
6.
การวิเคราะห์การลงทุนและผลตอบแทน (Cost-Benefit
Analysis) 1. การจัดการคำสั่งซื้อ
(Order Management)
การจัดการคำสั่งซื้อ
(Order Management) เป็นการบริหารคำสั่งซื้อสินค้าและบริการ
ซึ่งคำสั่งซื้อเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการโลจิสติกส์ที่มีอยู่ในทุกๆกิจกรรมของซัพพลายเชน
การที่วัตถุดิบไหลมาจากต้นทางจนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์และส่งยังผู้บริโภคลำดับสุดท้ายได้ก็เป็นผลมาจากคำสั่งซื้อ
ซึ่งการลดเวลาในการดำเนินการคำสั่งซื้อให้น้อยที่สุดก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
และที่สำคัญต้นทุนจะต้องต่ำที่สุด โดยระบบ Order Management จะต้องทำการประมวลผลและส่งข้อมูลแบบ
Real Time
2. ความสำคัญของการบริหารคำสั่งซื้อ
(The Importance of Order Management)
Ø คำสั่งซื้อของลูกค้าคือรายได้หลักของบริษัท
การสูญเสียลูกค้าจะทำให้รายได้ของบริษัทลดลง
บริษัทต่างๆจึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามในการรักษาฐานลูกค้าไว้รวมทั้งหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นด้วย
Ø คำสั่งซื้อสินค้าเป็นกิจกรรมที่สัมผัสกับลูกค้ามากที่สุด
ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบการให้บริการกับบริษัทอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเวลา
การมีสินค้าพร้อมส่ง เป็นต้น
Ø การบริหารคำสั่งซื้อมีผลกระทบอย่างมากกับการรับรู้ของลูกค้า
เนื่องจากการจัดการกับคำสั่งซื้อเป็นการบริการอย่างหนึ่ง
และการบริการเป็นปัจจัยสำคัญต่อความพึงพอใจของลูกค้า
Ø
เทคโนโลยีสารสนเทศถือว่าเป็นตัวช่วยในการดำเนินงานคำสั่งซื้อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
3. องค์ประกอบของกระบวนการสั่งซื้อ
(Order Processing Elements) Ø การรับและบันทึกคำสั่งซื้อ (Order
Received and Recorded) : เป็นการที่พนักงานได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแล้วนำไปบันทึกเป็นรายการสั่งซื้อ Ø การตรวจสอบสินเชื่อ (Credit Check)
: มีการตรวจสอบสินเชื่อของลูกค้าว่าเพียงพอที่จะทำการสั่งซื้อได้หรือไม่ Ø ความพร้อมสินค้าคงคลัง (Inventory
availability) : หลังจากได้รับคำสั่งซื้อเรียบร้อยแล้วก็ต้องมีการตรวจสอบคลังสินค้าว่ามีสินค้าพร้อมส่งหรือไม่
ซึ่งการมีสินค้าคงคลังพร้อมสามารถจัดส่งให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ
จะช่วยเพิ่มความประทับให้กับลูกค้าอีกทางหนึ่ง Ø การแก้ไขคำสั่งซื้อ (Order
Modification) : ในกรณีที่สินค้าไม่มีตามรายการสั่งซื้อ อาจมีการเสนอให้ลูกค้าเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อหรือรอรอบการผลิตสินค้ารอบใหม่ Ø การรับรู้คำสั่งซื้อ (Order
Acknowledgement) : เป็นการตอบรับหรือยืนยันสถานะคำสั่งซื้อให้กับลูกค้า
หรือให้ข้อมูลกำหนดระยะเวลาการส่งสินค้า Ø ราคา (pricing) : ราคาของสินค้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามต้นทุนการผลิต
ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงควรแจ้งให้ลูกค้าทราบด้วย Ø การสอบถามสถานะคำสั่งซื้อ (Order Status
Inquiry) : เมื่อมีการสั่งซื้อ
ลูกค้าก็ต้องอยากทราบความเคลื่อนไหวหรือสถานะคำสั่งซื้อ
โดยจะต้องมีการแจ้งสถานะให้ลูกค้ารับรู้หรืออาจมีวิธีติดตามสถานะด้วยตัวลูกค้าเอง
4. การบูรณาการจัดการคำสั่งซื้อ
(Order Management Integration)
คำสั่งซื้อเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายในบริษัทรวมถึงองค์กรภายนอกบริษัทเองด้วย
โดยประสิทธิภาพการบริหารคำสั่งซื้อขึ้นอยู่กับการไหลของสารสนเทศ ซึ่งความรวดเร็วการไหลสารสนเทศเป็นปัจจัยให้การจัดการโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยจะมีระบบสารสนเทศที่จะสนับสนุนการบริหารคำสั่งซื้อ ดังนี้
1.)
Enterprise Resource Planning (ERP) เป็นการเชื่อมโยงการไหลของข้อมูลของการทำรายการในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต
โลจิสติกส์ การบัญชี การเงิน การขายและทรัพยากรบุคคล
โดยรวมเอากิจกรรมทั้งหมดของบริษัทมาประสานเป็นระบบเดียวกัน
เพื่อที่ทุกแผนกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนกลางได้โดยใช้ระบบเดียวกัน  1.)
EDI Standard หรือการส่งข้อความทาง
Electronic Data Interchange (EDI) โดยผู้รับปลายทางสามารถนำไปประมวลผลได้โดยตรง
จึงมีการใช้ EDI แทนการส่งข้อความแบบเก่า เช่น จดหมาย
โทรศัพท์ และแฟกซ์ โดยผู้ใช้จะต้องมีเครื่องส่งและเครื่องรับมาตรฐานเดียวกัน
คู่ค้าทั้งสองฝ่ายต้องใช้ภาษา, คำ, รหัส,
และสัญลักษณ์เดียวกัน เพื่อการตอบสนองที่ถูกต้องรวดเร็ว
3.)
ชนิดระบบ EDI ระบบ EDI ที่ใช้จะมีหลากหลายระบบ ได้แก่
-
Proprietary System : เป็นระบบ EDI ที่มีเจ้าของรายเดียว
การจัดการและบำรุงรักษาเป็นของบริษัท มีประสิทธิภาพกับบริษัทขนาดใหญ่
สามารถควบคุมระบบเองได้
-
Value-Added Network (VANs) : หรือ Third-Party Network โดยข้อความ EDI จะส่งผ่านบริษัทกลาง ซึ่งทำหน้าที่เป็น Central Clearing House จะแยกคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์แต่ละราย
แล้วส่งคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์นั้นๆ
-
EDI Over the Internet : ระบบนี้ผู้ใช้ต้องลงทุนซื้อซอฟท์แวร์และเมื่อติดตั้งระบบก็สามารถใช้ EDI
ผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปได้ทั้งซัพพลายเชน
5. วงจรการสั่งซื้อของลูกค้า
(Customer Order Cycle)
1.)
ลูกค้าจัดทำใบสั่งซื้อ (Order Preparation) : โดยปกติลูกค้าจะไม่ต้องการถือสินค้าคงคลังไว้ในจำนวนมากดังนั้นจึงใช้การสั่งสินค้าล่วงหน้าโดยการคาดการว่าสินค้าที่สั่งจะมาถึงก่อนที่สินค้าในคลังสินค้าจะหมด 2.)
การส่งคำสั่งซื้อ (Order
Transmission) : ลูกค้าดำเนินการส่งคำสั่งซื้อ
ซึ่งสามารถส่งได้ทั้งทางโทรศัพท์อีเมลล์
หรือระบบสารสนเทศที่ทางบริษัททำการเชื่อมต่อสู่ภายนอก 3.)
การรับและประมวลคำสั่งซื้อ (Order
Receiving and Processing) : พนักงานของบริษัททำการบันทึกข้อมูลการสั่งซื้อของลูกค้าลงลงระบบ
ก่อนส่งต่อไปยังส่วนงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
โดยมีการประมวลผลของคำสั่งซื้อที่สำคัญคือ -
การตรวจสอบสินเชื่อ - สถานะสินค้าคงคลัง - การแก้ไขใบสั่งซื้อ - การตรวจสอบราคา 4.)
การจัดเตรียมสินค้าและการบรรจุภัณฑ์ (Order Picking
and Packing) : ฝ่ายคลังสินค้าจะดำเนินการจัดเตรียมสินค้าและทำการบรรจุสินค้าเพื่อเตรียมการจัดส่ง
โดยการบรรจุหีบห่อต้องคำนึงถึงวิธีการขนส่งด้วย
5.)
การขนส่งและส่งมอบ (Order Shipped
and Delivery) : รูปแบบการขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านเวลา
สำหรับสถานที่ส่งมอบก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกับลูกค้าว่าต้องการให้จัดส่งไปที่ใด 6. กลยุทธ์การลดเวลาการสั่งซื้อ (Order Time
Reduction Strategy) ในภาวะที่มีการแข่งขันสูง
บริษัทจำเป็นต้องมองหาวิธีการลดต้นทุน
การลดต้นทุนมิได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทแต่ครอบคลุมไปถึงต้นทุนของลูกค้าด้วย
การกระทำใดของบริษัทที่มีผลให้ต้นทุนของลูกค้าลดลงด้วย ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า
การบริหารคำสั่งซื้อเป็นกิจกรรมหนึ่งของโลจิสติกส์ที่มีผลต่อต้นทุนของบริษัทและลูกค้า
การบริหารคำสั่งซื้อที่มีประสิทธิภาพสามารถลดเวลาและภาวะแปรเปลี่ยนของเวลาได้ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของบริษัทและลูกค้าลดลง 1.) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
(Information Technology
Application)
กระบวนการธุรกิจเริ่มจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้า
บริษัทจัดสรรสินค้าคงคลังให้ลูกค้า
กรณีสินค้าหมดสต๊อคโรงงานจัดทำตารางการผลิตและจัดหาวัสดุ กระบวนการธุรกิจสิ้นสุดเมื่อส่งมอบสินค้าที่ถูกต้อง
ครบถ้วนและในสภาพสมบูรณ์ให้ลูกค้า
การปรับปรุงกระบวนการสั่งซื้อจะต้องมีการประสานกับ 3 ส่วนหลัก
โดยการเชื่องโยงระบบสารสนเทศภายในองค์กรและภายนอกองค์กร
-
ลูกค้า : การสั่งซื้อผ่านระบบคอมพิวเตอร์มีความรวดเร็วและความถูกต้องในการเก็บคำสั่งซื้อสูง ประหยัดเวลาของการบริหารคำสั่งซื้อ ค่าใช้จ่าย
ลูกค้าได้รับคำตอบทันทีว่าสินค้าที่ต้องการมีอยู่ในสต๊อคหรือไม่
จะได้รับสินค้าเมื่อใด
-
บริษัท :
การนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยในองค์กร
จะลดเวลาในขั้นตอนของการรับคำสั่งซื้อลงได้มาก พนักงานไม่ต้องเสียเวลาในการจดบันทึกและส่งต่อข้อมูลให้ฝ่ายต่างๆ
ข้อมูลสั่งซื้อทั้งหมดจะส่งผ่านคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้เวลาน้อยมาก
- บุคคลที่สาม :
บุคคลที่สามในที่นี้คือ ผู้ให้บริการกิจกรรมขนส่งและคลังสินค้า
ซึ่งบริษัทอาจดำเนินการตรงส่วนนี้เอง หรือใช้บุคคลภายนอกก็ได้ ซึ่งบุคคลภายนอกนี้จำเป็นต้องรับรู้ข้อมูลที่ลูกค้าต้องการรับสินค้าในขณะเดียวกัน
บริษัทก็ต้องการทราบสถานะของสินค้าในขณะจัดส่งเช่นกัน
2.)
Just In Time Inventory (JIT)
เป็นการจัดการสินค้าคงคลังให้เป็นศูนย์
คือให้ผู้ผลิตส่งสินค้าให้กับลูกค้าเพียงพอกับการขายในแต่ละวันหรือช่วงเวลาหนึ่ง ตามระบบนี้ลูกค้าจะคาดการณ์อุปสงค์แต่ละวันแล้วแจ้งปริมาณสินค้าที่ต้องการให้บริษัททราบ
บริษัทก็จะจัดส่งสิค้าให้ลูกค้าในปริมาณที่เพียงพอต่อการขายในแต่ละวัน ซึ่งจะทำให้ลูกค้าไม่ต้องมีสินค้าคงคลังมากเกินไป
โดยระบบ JIT มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ Barcode และ Scanner
สินค้าทุกชิ้นต้องมีการติด Barcode ใช้ในการบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์
เพื่อเป็นการควบคุมสินค้าแต่ละชนิดที่ขายไป
และในปัจจุบับมีการพัฒนาระบบ RFID ขึ้นมาเพื่อใช้แทนบาร์โค้ด
ทำให้การบันทึกข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างการควบคุมสต๊อคด้วย JIT
ได้แก่ 7-Eleven และ Walmart เป็นต้น
1.)
การใช้ระบบ Quick Response
(QR)
โดยส่วนใหญ่จะใช้กับธุรกิจเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย
เป็นการลดระดับสินค้าคงคลังของลูกค้า ลดเวลาการสั่งซื้อทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าเร็วขึ้น
เนื่องจากมีการเชื่อมโยงข้อมูลคลังสินค้าของลูกค้าเข้ากับผู้ผลิต ผู้ผลิตรู้สถานะสินค้าคงคลังของลูกค้า
และนำข้อมูลมาวางแผนการผลิตได้ ซึ่งระบบนี้ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
หรืออีกนัยหนึ่ง QR คือการพยายามพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดความรวดเร็วในการรับและส่งข้อมูลข่าวสาร
พัฒนา Software และ
ความสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในการทำงาน
โดยสรุปแล้ว Quick response
ก็คือการผลิตสินค้าสู่ผู้บริโภคได้ตรงตามความต้องการและส่งมอบได้ตรงกำหนดในราคาที่ได้ตกลงกันไว้ 4.)
การใช้ระบบ Efficient
Consumer Response (ECR)
เป็นระบบที่พัฒนามาจาก
QR เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมหีบห่อ (Packaged Goods) โดยECR
จะเป็นการจัดการด้านอุปสงค์ โดยที่ทุกๆฝ่ายในซัพพลายเชน
ไม่ว่าจะเป็น ซัพพลายเออร์ ผู้ผลิต ร้านค้าส่ง-ปลีกและผู้บริโภค จะต้องมีความร่วมมือกันในลักษณะที่เป็น
Win-Win Situation คือ
ต่างก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยจะมีองค์ประกอบ ดังนี้
-
ใช้ระบบ EDI เชื่อมโยงระหว่างซัพพลายเออร์ ผู้ผลิต ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก
-
เชื่อมโยงข้อมูลจากจุดขายกับผู้ค้าส่ง
ผู้ผลิตสินค้าและซัพพลายเออร์
-
มีความสัมพันธ์ที่ร่วมมือกัน
-
จัดส่งสินค้าเพื่อเติมสต็อกให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
5.) การใช้ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ (Computer
Software Application)
เป็นการคาดการณ์อุปสงค์สินค้า
เพื่อใช้ทำแผนและตารางการผลิต คำนวณถึงวัตถุดิบที่ต้องซื้อใหม่
และวางแผนกระจายสินค้าจากโรงงานผลิตไปยังคลังสินค้าโดยใช้ Distribution
Resource Planning (DRP) ซึ่งเป็นระบบ Push ทำให้ผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปมีสินค้าคงคลังมาก
1. การวิเคราะห์การลงทุนและผลตอบแทน
(Cost-Benefit Analysis)
1.)
ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง
เมื่อวงจรเวลาในการสั่งซื้อลดลง ปริมาณสินค้าคงคลังจะลดลงไปด้วย
เงินทุนก็จะไม่จมไปกับสินค้าคงคลัง
2.)
ลดความเสียหายสินค้า
เมื่อสินค้าคงคลังมากเกินไป อาจทำให้สินค้ามีความเสียหายที่เกิดจากการเก็บไว้นานเกินไป
การลดวงจรเวลาสั่งซื้อสินค้าจะลดสินค้าคงคลัง
และแน่นอนสามารถลดความเสียหายตรงส่วนนี้ลงไปได้
3.)
ลดพนักงาน
การใช้ระบบต่างๆในการจัดการคำสั่งซื้อสามารถลดจำนวนพนักงานได้
4.)
ช่วยปรับปรุงกระแสการเงิน
ระบบสั่งซื้อที่รวดเร็วทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าเร็ว
และสามารถเรียกเก็บเงินได้เร็วขึ้น ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ
5.)
ลดความผิดพลาด
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยลดความผิดพลาดด้านข้อมูลได้
สารสนเทศกับโลจิสติกส์ (Information
Technology in Logistics) 1. สารสนเทศกับโลจิสติกส์ 2. เทคโนโลยีเกี่ยวกับการขนส่ง 3. โปรแกรมระบบจัดการการขนส่ง 4. เทคโนโลยีในการบ่งบอกและติดตามสินค้า 5. ประโยชน์ของการใช้สารสนเทศกับโลจิสติกส์
6. การนําเทคโนโลยีมาใช้ในการไหลของข้อมูลสารสนเทศ
1.
สารสนเทศกับโลจิสติกส์ ธุรกิจในปัจจุบันวัดความได้เปรียบในการแข่งขัน
(Competitive
Advantage) กันที่ความรวดเร็ว การบริการ และต้นทุนที่ถูกลง
กิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์ก็เช่นเดียวกันที่ต้องการความรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำในระดับสูง
การแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศจึงมีความจำเป็นอย่างมาก
และต้องเชื่อมต่อทุกกิจกรรมเข้าด้วยกัน
เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วย
ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบเครือข่าย
โดยกิจกรรมโลจิสติกส์ที่ใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นตัวช่วย ได้แก่ การควบคุมคุณภาพ
การเก็บรักษา การเลือกสินค้า การควบคุมความผิดพลาด การบรรจุภัณฑ์ และการขนส่ง
สารสนเทศถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การจัดการโลจิสติกส์ประสบความสำเร็จ
เพราะการมีสารสนเทศที่ถูกต้องและทันเวลา จะช่วยให้สินค้าคงคลังลดลง
ปรับเส้นทางและตารางเวลาในการขนส่ง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ 2.
เทคโนโลยีเกี่ยวกับการขนส่ง 1.)
ระบบบริหารจัดการกองรถขนส่ง (Fleet
Management System) ประกอบด้วย -
ตารางการบำรุงรักษา (Maintenance
Scheduling) รถบรรทุกมีกลไกที่ต้องบำรุงรักษาเป็นระยะ เช่น
ระบบไฮดรอลิก ระบบความเย็น ฯลฯ -
ควบคุมปริมาณอะไหล่รถบรรทุกเพื่อการซ่อมบำรุง (Vehicle
Parts Control, Stock Re-ordering and Inventory Control) หากมีปริมาณรถจำนวนมาก
จำเป็นต้องมีศูนย์ซ่อม และฟังก์ชันที่ช่วยในการควบคุมปริมาณอะไหล่คงคลัง
และปริมาณสั่งซื้อที่พอเหมาะกับความต้องการ -
ธุรการงานรถบรรทุก (Fleet
Administration) เป็นฟังก์ชันในการทำตารางบันทึกช่วยจำ
เกี่ยวกับงานทะเบียนรถ การเสียภาษี การขึ้นแผ่นป้ายทะเบียน
รวมทั้งการบันทึกเก็บประวัติ ซึ่งเป็นงานประจำที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ -
ควบคุมดูแลระหว่างใช้งาน (Operational
Monitoring) การดูแลยางรถยนต์ การใช้น้ำมันของรถบรรทุกแต่ละคัน
เป็นค่าใช้จ่ายสำคัญซี่งมีรายการประเภท Transaction ค่อนข้างมาก
มีฟังก์ชันนี้ช่วยควบคุมงานจะเป็นระบบมากขึ้น
2.) ระบบการวางแผนและเส้นทางการเดินรถ (Vehicle
Routing and Planning) วัตถุประสงค์ -
เพื่อควบคุมการวิ่งของรถและจำนวนเที่ยวรถให้เป็นไปอย่างมีระบบ -
ลดจำนวนเที่ยวรถที่ไม่จำเป็น - จัดเส้นทางการเดินรถที่ประหยัดและคุ้มค่า โปรแกรมวางแผนและกำหนดเส้นทางการเดินรถ -
การวางแผนระดับกลยุทธ์ โปรแกรมถูกนำมาประยุกต์เพื่อใช้วางแผนและออกแบบโครงการ
คำนวณจำนวนรถบรรทุกที่จำเป็นสำหรับโครงการนั้น ๆ วางแผนเส้นทางเดินรถ
วิเคราะห์ต้นทุนค่าขนส่ง ได้แก่ โปรแกรมParagon, CAST และ DPMเป็นต้น มักถูกนำมาใช้ช่วงเริ่มโครงการ -
การวางแผนและอำนวยความสะดวกด้านปฏิบัติการ
เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการปฏิบัติการ เช่น วางแผนเส้นทางการเดินรถและกำหนดการเดินรถ
การกำหนดจุดแวะรับ-ลงสินค้าตามรายทาง ระบบยังเอื้อต่อการทำงานร่วมกับระบบตรวจหาตำแหน่งและควบคุมการเดินรถ
ซอฟท์แวร์ประเภทนี้ได้แก่ Universe Land
Transport Management System(ULTMS) และ Fleet Management
System (FMS) เป็นต้น 3.)
ระบบตรวจหาตำแหน่งและควบคุมการเดินรถ
(Vehicle Based
System) ปัจจุบันเทคโนโลยี GPRS (General
Packet Radio Service) เข้ามามีบทบาทและมีเครือข่ายที่เกือบครอบคลุม
อีกทั้งง่ายต่อการนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง นอกเหนือจาก การขับรถและตัวรถที่วิ่งอยู่บนถนนแล้ว ยังนำมาใช้ประโยชน์หลายด้าน เช่น -
ควบคุมดูแลการใช้น้ำมันรถ -
การล็อคตู้คอนเทนเนอร์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อป้องกันการถูกเปิดระหว่างทาง -
ตรวจสอบความผิดปกติของตัวรถและประสิทธิภาพของรถไปในตัวควบคุมพฤติกรรมคนขับรถ
-
ดูแลการเดินรถให้อยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็น
-
สภาพของท้องถนนสามารถรู้ความคืบหน้าของเส้นทางการเดินรถและตรวจสอบได้ -
สามารถควบคุมอุณหภูมิ
หากมีการติดตั้งกล่องวัดอุณหภูมิในห้องบรรทุก -
3. โปรแกรมระบบจัดการการขนส่ง
(Transport Management System) Transport
Management System (TMS) เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการบริหารธุรกิจขนส่ง
ช่วยจัดการระบบงานและเก็บข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีความซับซ้อนสูง
ครอบคลุมระบบงานต่างๆ ในธุรกิจขนส่งตั้งแต่การรับสินค้าจากลูกค้า รายละเอียดของผู้ส่ง-ผู้รับสินค้า
การควบคุมรถและพนักงานประจำรถ การกระจายสินค้าและการวางบิล ประวัติของรถและงานซ่อมบำรุง
รวมถึงฟังก์ชันการออกรายงานต่างๆ ระบบ TMS จะติดตามการจัดส่ง
การชำระค่าเดินทาง และประสิทธิภาพของผู้ส่ง ไม่ว่าจะส่งทางรถบรรทุก เครื่องบิน
หรือเรือ ระบบ TMS สามารถสร้างเอกสารที่ประกอบติดตามไปกับสินค้าจนถึงปลายทาง ฐานข้อมูลระบบ TMS ประกอบด้วย -
เส้นทางการวิ่งรถ (รวมจุดจอดพักรถ
ทางอันตราย ทางซ่อมบำรุง แผนที่ และระบบ GIS) -
กองรถ (ขนาด ประเภท
อัตราการใช้เชื้อเพลิง ระยะทางวิ่งที่เหมาะสมสำหรับรถแต่ละประเภท) -
พนักงานขับรถ (ประเภทใบขับขี่
เส้นทางที่ชำนาญ อัตราจ้าง) -
ข้อจำกัดด้านกฏหมาย เช่น
ระเบียบทางราชการของรถบางประเภท สินค้าบางประเภท เส้นทางบางเส้น
จำนวนชั่วโมงในการขับขี่ และการขับรถให้ตรงกับประเภทใบขับขี่ -
จุดหลักหรือสถานที่ที่รถต้องแวะรับและส่งสินค้า
(คลังพักสินค้ากลาง โรงงาน และศูนย์กระจายสินค้า) - ระบบการรับคำสั่งจากลูกค้า
(ประเภทและจำนวนสินค้า
ต้นทาง-ปลายทางการขนส่ง เวลานัดหมาย และบริการเพิ่มเติมอื่นๆ)
ประโยชน์ที่ได้รับจากโปรแกรม TMS
Ø จัดเก็บและค้นหาข้อมูลรถบรรทุก
พนักงาน สต๊อกอะไหล่และสินค้าที่ส่งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง
Ø แสดงรายงานและบันทึกรายการประวัติเปลี่ยนยาง
ประวัติการบำรุงรักษา ประวัติการซ่อม
Ø สามารถเปรียบเทียบข้อมูลมาตรฐานของน้ำมันและค่าใช้จ่ายน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง
Ø สามารถเปรียบเทียบข้อมูลมาตรฐานของระยะทางวิ่งจากต้นทางถึงปลายทาง
เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ
Ø สามารถแสดงรายรับ-รายจ่าย
และคำนวนยอดสุทธิในการขนส่ง
Ø โปรแกรมเตือนอัตโนมัติเมื่อมีอะไหล่ตัวใดในสต๊อกเหลือต่ำกว่าที่กำหนดไว้
และออกรายงานสั่งซื้อได้
Ø ออกรายงานการเบิกอะไหล่จาก
Stock ของรถบรรทุก และรายงานอะไหล่ที่เบิกพร้อมราคา
Ø
ออกรายงานการรับเข้าและจ่ายพัสดุอะไหล่
ตามวันที่หรือเดือนที่กำหนดได้
4. เทคโนโลยีในการบ่งบอกและติดตามสินค้า
เทคโนโลยีที่ใช้ในการบ่งบอกและติดตามสินค้ามีหลายรูปแบบ
ได้แก่ บาร์โค้ด, RFID และ GPS
1.) บาร์โค้ด (Barcode) หรือแถบรหัส
คือตัวเลขหรือรหัสที่อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมต่อการอ่านโดยเครื่องจักร หลักการอ่านจะใช้แถบเลเซอร์สแกนลงบนบาร์โค้ด
แล้วตรวจจับการสะท้อนแสงกลับ ซึ่งการสะท้อนจะขึ้นอยู่กับการเรียงของแท่งสีดําแล้วนําไปถอดรหัสลงอีกที
ซึ่งเมื่อมีการแสกนบาร์โค้ด ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ จะปรากฏออกมา
2.)
การระบุด้วยความถี่วิทยุ (Radio Frequency Identification :
RFID) เป็นวิธีการในการเก็บข้อมูลหรือระบุข้อมูลแบบอัตโนมัติ
โดยทำงานผ่านการรับสัญญาณจากแท็กเข้าสู่ตัวส่งสัญญาณ ผ่านทางคลื่นวิทยุ แท็กของ RFID
โดยปกติจะมีขนาดเล็กซึ่งสามารถติดตั้งเข้ากับผลิตภัณฑ์สินค้า สัตว์
บุคคลได้ ซึ่งเมื่อตัวส่งสัญญาณส่งคลื่นวิทยุไป และพบเจอแท็กนี้
สัญญาณจะถูกส่งกลับพร้อมกับข้อมูลที่เก็บไว้ในแท็ก
โดยยังสามารถบันทึกข้อมูลลงในแท็กได้ด้วยตัวส่งสัญญาณนี้
3.)
Global Positioning System (GPS) เป็นระบบที่ใช้ในการบอกตําแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โดยใช้ดาวเทียมในการติดตามพาหนะ
สามารถใช้ได้กับยานพาหนะทุกชนิด มีประโยชน์หลายด้าน เช่น ความปลอดภัยของพาหนะ ระวางสินค้าและพนักงานขับรถ
จนถึงการบริการลูกค้าที่ดีขึ้น โดยการหาเวลาการจัดส่งที่แม่นยํา
และสินค้าคงคลังที่ลดลงเนื่องจากรู้เวลาที่แน่นอนที่พาหนะจะเดินทางมาถึง ซึ่งการติดตามนี้สามารถใช้เป็น
Real Time และยังสามารถแจ้งเตือนเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ได้ เมื่อมีการเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางที่ตั้งไว้
4.)
Digital
Tachograph หรือ กล่องดำ เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ทำงานร่วมกับดาวเทียมบอกพิกัด
GPS มีความสำคัญ คือ สามารถรายงานข้อมูลการใช้รถ IDพนักงานขับรถ ตำแหน่งรถ เชื้อเพลิง อุณหภูมิ เส้นทาง เวลาหยุดจอด
และวิเคราะห์อุบัติเหตุโดยข้อมูลเก็บในหน่วยความจำของ Black Box สามารถถ่ายทอดข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำมาประมวลผลใช้งาน
5. การนําเทคโนโลยีมาใช้ในการไหลของข้อมูลสารสนเทศ
1.)
ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic
Data Interchange : EDI) คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์กร
จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง มีองค์ประกอบสำคัญ
คือ การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์มาแทนเอกสารที่เป็นกระดาษ และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ต้องอยู่ในรูปแบบมาตรฐานสากล
ด้วยสองปัจจัยนี้ ทุกธุรกิจสามารถแลกเปลี่ยนเอกสารข้อมูลกันได้ทั่วโลก
2.)
ระบบสารสนเทศทั่วองค์กร (Enterprise
Resource Planning : ERP) เป็นระบบสารสนเทศในองค์กรที่ใช้ในการจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรต่างๆ
ขององค์กร โดยเป็นระบบที่เชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน ได้แก่
การจัดซื้อจัดจ้าง การผลิต การขาย การบัญชี
และการบริหารบุคคลเข้าด้วยกันเป็นระบบที่สัมพันธ์กันและสามารถเชื่อมโยง ณ
เวลานั้นทันที (Real Time)
1.)
จุดขายทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Point of Sale, EPOS) เป็นการซื้อขายสินค้าผ่านทางเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ระบบนี้ได้ปฏิวัติกระบวนการชําระเงิน
มีการใช้เครื่องอ่านบัตรเครดิต บาร์โค้ดที่ติดอยู่บนสินค้าจะถูกอ่านด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ด
(Barcode Scanner) ซึ่งจะรู้ข้อมูลและราคาของสินค้านั้นๆ รวมถึงเป็นการบันทึกธุรกรรม
ในบางกรณีระบบนี้จะส่งสัญญาณให้เติมเต็มสินค้าที่ถูกขายออกไปด้วย

1.)
การค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือการค้าอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic
Commerce : E-Commerce) เป็นการประกอบธุรกิจการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ หรือ คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีความสำคัญที่สุดในปัจจุบัน
โดยมีระบบอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายให้สามารถทำการค้าระหว่างกันได้
ตัวอย่างเช่น การซื้อ-ขายออนไลน์
3. ประโยชน์ของการใช้สารสนเทศกับโลจิสติกส์
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้หลักการสู่ความสำเร็จ
ทั้ง 5 สัมฤทธิ์ผล
1.) ปลอดภัย : ทำให้การขนส่งมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ช่วยลดอุบัติเหตุ ลดการทำให้สูญเสียทรัพย์สินและกระทบกับความน่าเชื่อถือขององค์กร
2.) ตรงต่อเวลา : การขนส่งรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้า
3.) ลดต้นทุน : ช่วยลดต้นทุนหลัก คือ น้ำมันและค่าซ่อมบำรุง เนื่องจากมีระบบเตือนและป้องกันการรั่วไหล
4.) เพิ่มประสิทธิภาพ : การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติที่แม่นยำ ส่งผลให้การวางแผนและบริหารมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
5.) ภาพพจน์ : การปฏิบัติที่เคร่งครัด จะเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับองค์กร ลูกค้ามีความไว้วางใจ
ใช้บริการซ้ำและต่อเนื่อง
ประเภทรถบรรทุกและกฎหมายบรรทุก (Types of
Trucks and Legal) 1. ประเภทรถบรรทุกตามกฎหมาย 2. รถบรรทุกที่ใช้ในงานคอนกรีต 3. กฎหมายน้ำหนักบรรทุก 4. ตารางเวลาการเดินรถบรรทุกในกรุงเทพมหานคร
5. กฎหมายการติดตั้ง
GPS
1.
ประเภทรถบรรทุกตามกฎหมาย รถบรรทุก คือ รถที่ใช้ขนส่งสัตว์ สิ่งของ
วัตถุดิบ ตามกฏหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
แบ่งประเภทรถที่ใช้ในการขนส่งตามลักษณะงานออกเป็น 9 ลักษณะ ได้แก่
1.) รถกระบะบรรทุก ซึ่งส่วนที่ใช้ในการบรรทุกมีลักษณะเป็นกระบะ
จะมีหลังคาหรือไม่มีก็ได้ หรือรถที่มีเครื่องทุ่นแรงสำหรับยกสิ่งของที่จะบรรทุกในกระบะ
หรือรถที่มีกระบะบรรทุกสามารถยกเทได้
และรวมถึงรถซึ่งส่วนที่ใช้บรรทุกไม่มีด้านข้างหรือด้านท้าย
 2.) รถตู้บรรทุก คือ รถซึ่งส่วนที่ใช้ในการบรรทุกมีลักษณะเป็นตู้ทึบ
มีหลังคาถาวร ตัวถังบรรทุกกับห้องผู้ขับรถจะเป็นตอนเดียว หรือแยกกัน และจะมีบานประตูปิดเปิดสำหรับการบรรทุกที่ด้านข้างหรือด้านท้ายก็ได้
3.) รถบรรทุกของเหลว โดยใช้ในการขนส่งของเหลว
เช่น น้ำ นม และน้ำมันพืช
ซึ่งส่วนที่ใช้ในการบรรทุกมีลักษณะเป็นถังสำหรับบรรทุกของเหลวตามความเหมาะสมกับของเหลวที่บรรทุกนั้นๆ
4.) รถบรรทุกวัสดุอันตราย เป็นรถซึ่งส่วนที่ใช้ในการบรรทุกมีลักษณะเฉพาะเพื่อใช้ในการบรรทุกวัสดุอันตราย
เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซเหลว สารเคมี วัตถุระเบิด วัสดุไวไฟ เป็นต้น และต้องมีสัญลักษณ์บ่งชี้การเป็นวัตถุอันตรายที่ชัดเจน
5.) รถบรรทุกเฉพาะกิจ เป็นรถซึ่งส่วนที่ใช้ในการบรรทุกมีลักษณะพิเศษ
เพื่ออำนวยความสะดวกในกิจการใดกิจการหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น รถบรรทุกขวดเครื่องดื่ม
รถบรรทุกขยะมูลฝอย รถผสมคอนกรีต รถบรรทุกเครื่องราดยาง รถบรรทุกเครื่องทุ่นแรง
เป็นต้น
6.)
รถพ่วง เป็นรถที่ไม่มีแรงขับเคลื่อนในตัวเอง จำเป็นต้องใช้รถอื่นลากจูง
บรรทุกน้ำหนักทั้งหมดลงบนเพลา โดยรถพ่วงจะใช้สำหรับต่อกับหัวลาก มีทั้งชนิด 2 เพลา
และรถพ่วงชนิด 1 เพลา โดยชนิด 2 เพลาสร้างเพื่อให้สามารถขนสินค้าได้น้ำหนักมากขึ้น
7.)
รถกึ่งพ่วง เป็นรถที่ไม่มีแรงขับเคลื่อนในตัวเอง จำเป็นต้องใช้รถอื่นลากจูง น้ำหนักบางส่วนเฉลี่ยลงบนล้อรถลากจูง
8.)
รถกึ่งพ่วงวัสดุยาว รถกึ่งพ่วงที่มีลักษณะเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของที่มีความยาว โดยมีโครงโลหะที่สามารถปรับความยาวของช่วงล้อระหว่างรถลากจูงกับรถกึ่งพ่วงได้
 9.)
รถลากจูง คือรถที่มีลักษณะเป็นรถสำหรับลากจูงรถพ่วง รถกึ่งพ่วง และรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาวโดยเฉพาะ
และสุดท้ายเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล คือรถยนต์ส่วนบุคคลที่นำมาจดทะเบียนเป็นรถบรรทุกสิ่งของ
โดยป้ายทะเบียนจะเป็นพื้นสีขาว ตัวหนังสือสีเขียว เช่น รถกระบะ อย่างไรก็ตาม
บางคันอาจเป็นตัวหนังสือสีดำ ซึ่งหมายความว่าตอนจดทะเบียนรถ
ได้จดทะเบียนเป็นรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคล
ซึ่งถ้าหากนำรถกระบะที่มีป้ายทะเบียนเป็นตัวหนังสือสีดำไปใช้ในการบรรทุก
ถือว่าผิดกฏหมาย
1.
รถบรรทุกที่ใช้ในงานคอนกรีต
Ø
รถที่ใช้ในการขนส่งวัตถุดิบ (Raw Material)
-
รถที่ใช้ในการจัดส่งซีเมนต์ผง และ PFA โดยตามกฏหมายจะจัดเป็นรถลักษณะที่ 5 คือ รถเฉพาะกิจ
สำหรับแทงค์ที่บรรจุซีเมนต์และ PFA โดยทั่วไปจะใช้เป็นแบบแทงค์ทรงกระบอกมีกรวยด้านล่างติดตั้งอยู่บนรถบรรทุก
หรือรถสิบล้อ เรียกกันว่ารถเต้าปูนคู่
ซึ่งรถชนิดนี้มีข้อจำกัดในการออกแบบเพราะตัวแทงค์ที่เป็นกรวยจะต้องออกแบบให้มีความลาดเอียงประมาณ
45 องศา
เพื่อให้ซีเมนต์ผงไหลออกได้ดีไม่ตกค้างอยู่ภายในแทงค์
ปัจจุบันรถเต้าปูนคู่ไม่เป็นที่นิยม
เนื่องจากน้ำหนักและเวลาในการถ่ายซีเมนต์ผงออกจากแทงค์ใช้เวลามากกว่ารถบรรทุกแบบกล้วยหอม
(Non-tipping tanker) ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าและสามารถถ่ายซีเมนต์ผงเข้าสู่ไซโลได้ดีกว่า
 -
รถบรรทุกหิน-ทราย ตามกฎหมายจะใช้รถพ่วง
หรือรถกึ่งพวง ในการบรรทุกขนส่งหินหรือทรายสำหรับเส้นทางปกติ
สำหรับกรณีที่ต้องวิ่งขนส่งในเส้นทางพิเศษ
เช่น ถนนมีความแคบกว่าปกติ หรือเป็นเส้นทางที่ถูกจำกัดน้ำหนักบรรทุก เช่น เส้นทางเรียบคลอง
ก็จะใช้รถบรรทุก 6 ล้อ หรือ 10 ล้อ แทน ซึ่งจัดเป็น รถกระบะบรรทุก
Ø
รถที่ใช้ในการขนส่งคอนกรีตสำเร็จ
-
รถโม่ปูน (Concrete Mixer Truck) ตามกฎหมายเป็นรถเฉพาะกิจ โดยมีการติดตั้งดรัมรูปทรงกระบอกที่สามารถหมุนกวนไม่ให้คอนกรีตดิบแข็งตัว
ถูกใช้เพื่อบรรทุกคอนกรีตจากโรงงานผลิตคอนกรีตดิบไปหน้าไซต์งานก่อสร้าง การหมุนดรัมตลอดเวลาเพื่อไม่ให้วัตถุดิบกับน้ำแยกตัวและกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
รวมทั้งไม่ให้แข็งตัวขณะรถวิ่ง โดยทั่วไปอุปกรณ์โม่ปูนจะถูกติดตั้งบนโครงรถโดยผู้ผลิต
3.กฎหมายน้ำหนักบรรทุก 4.
ตารางเวลาการเดินรถบรรทุกในกรุงเทพมหานคร
5.
กฎหมายการติดตั้ง GPS
เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
กรมขนส่งทางบกจึงออกกฏหมายบังคับให้รถบรรทุกติดตั้งอุปกรณ์บันทึกการเดินทาง (Global Positioning System : GPS)
คุณลักษณะของ (GPS) ที่กรมขนส่งทางบกกำหนด
|
คุณลักษณะ (Technical Specifications)
|
ระบบการทำงาน (System Requirements)
|
|
-
แสดงตำแหน่งในรูปแบบพิกัดบนพื้นโลกโดยการอ้างอิงจากดาวเทียม
-
แสดงความเร็วของรถ
-
แสดงจำนวนชั่วโมงการขับขี่
-
มีอุปกรณ์ระบุผู้ขับรถ
(Driver License
Identification System) โดยใช้ใบอนุญาตขับรถชนิดแถบแม่เหล็ก
|
-
บันทึกข้อมูลความเร็วของรถในหน่วย
กม./ชม. ทุกๆ 1 นาที
-
สามารถส่งข้อมูลตำแหน่งพิกัดของรถ
ความเร็วของรถ ให้ผู้บริการระบบติดตามผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมได้จำนวนไม่น้อยกว่า
1 ครั้งใน 5 นาที
-
เก็บข้อมูลย้อนหลังได้ไม่น้อยกว่า
6 เดือน
-
มีระบบเตือนเมื่อใช้รถโดยไม่เปิดเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ
-
ระบบเตือนการไม่แสดงตัวผู้ขับรถหรือใช้ใบอนุญาตผิดประเภท
|
กลยุทธ์หลักภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ของภาครัฐ
(Government Strategy of Logistics)
1.
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 2
2.
ภารกิจที่ 1
การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทยในการเก็บ
เกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากโซ่อุปทาน (Supply Chain Enhancement)
3.
ภารกิจที่ 2
การยกระดับประสิทธิภาพระบบอานวยความสะดวกทางการค้า (Trade
Facilitation Enhancement)
4.
ภารกิจที่ 3
การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน (Capacity Building and Policy Driving Factors) 1.
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2556-2560) Ø 3 เป้าหมายแห่งความสาเร็จ หรือ
สามเหลี่ยมแห่งความสาเร็จ (Triangle of Achievements)
การวางเป้าหมายแห่งความส้าเร็จของแผนยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
1.)
ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์
(Strategic
Position) ประเทศไทยควรวางบทบาทตนเองเป็นศูนย์กลางธุรกรรมการค้าและบริการของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและเป็นประตูการค้าสู่ตลาดเอเชีย
(Trade and Service
Hub of GMS, and Gateway to Asia) เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพและหลักความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ
(Comparative
advantage) และนำไปสู่
ความร่วมมือและการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกันในภูมิภาค
2.)
เป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์
(Strategic
Objectives) ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการตอบสนองลูกค้าของระบบโลจิสติกส์
(Logistics
efficiency and responsiveness) ทั้งในระดับสถานประกอบการระดับกลไกและกระบวนการอำนวยความสะดวกทางการค้าของประเทศ
(2) การสร้างความเข้มแข็งและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจไทยในโซ่อุปทาน (Value creation) และ (3) การเติบโตที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค
(Regional
inclusive growth)
1.)
ผลสัมฤทธิ์สุดท้าย
(Ultimate Goal) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันบนพื้นฐานของการมีภาคธุรกิจที่เข้มแข็ง
มีการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงการคำนึงถึงคุณค่าที่สังคมต้องการทั้งเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม และพลังงาน การมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ
และการให้คุณค่าความเป็นมนุษย์กับคนทุกระดับ
ท้ายที่สุดจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่บูรณาการไปสู่
การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนร่วมกันอย่างยั่งยืนในภูมิภาค (Competitiveness,
Co-prosperity, Sustainability, and Quality of life) Ø 3 ภารกิจ คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทยในโซ่อุปทาน (Supply Chain
Enhancement) การยกระดับประสิทธิภาพระบบอานวยความสะดวกทางการค้า
(Trade
Facilitation Enhancement) และการพัฒนาปัจจัยสนับสนุน
(Capacity Building
and Policy Driving Mechanism) 2.
ภารกิจที่ 1
การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทยในการเก็บ
เกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากโซ่อุปทาน (Supply Chain Enhancement) 1.) เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการโซ่อุปทาน -
ส่งเสริมบทบาทของเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรในโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและอาหารจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ -
เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการโซ่อุปทานให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยและธุรกิจบริการที่มีศักยภาพสูง 2.) ส่งเสริมธุรกิจการค้าและบริการในพื้นที่เมืองชายแดน -
ส่งเสริมการลงทุนพัฒนาพื้นที่การค้าและบริการในเขตเมืองที่ห่างจากพื้นที่ชายแดน -
พัฒนาจุดผ่านแดนถาวร/ชั่วคราว/จุดผ่อนปรนที่มีศักยภาพทางการค้าให้เป็นด่านถาวรที่ได้มาตรฐานสากล
แยกจุดตรวจการผ่านแดนของคนและสินค้าออกจากกัน -
สนับสนุนการขยายฐานการผลิตและโซ่อุปทานของธุรกิจไปยังเมืองชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน -
สนับสนุนการพัฒนาท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมทวาย 3.
ภารกิจที่ 2 การยกระดับประสิทธิภาพระบบอานวยความสะดวกทางการค้า (Trade
Facilitation Enhancement) 1.) พัฒนาบริการขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ตามเส้นทางยุทธศาสตร์ -
เพิ่มขีดความสามารถและความปลอดภัยของการขนส่งสินค้าทางบกสู่ประตูการค้าหลัก
-
ส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่ทางลำน้ำและบริการเรือชายฝั่งเพื่อการประหยัดพลังงาน -
การขยายความสามารถและพัฒนาบทบาทของสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็นประตูการค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
-
ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
Freight Village
& Logistics Park
1.) พัฒนาระบบอำนวยความสะดวกทางการค้า
-
เร่งรัดการพัฒนาและขยายการเชื่อมโยง
NSW (National
Single Window) ที่เกี่ยวกับธุรกรรมเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ
(Regulatory NSW) ไปสู่กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งผ่านท่า (Port Community System)และส่งเสริมการพัฒนาระบบ NSW และ e-Logistics ในประเทศเพื่อนบ้าน
-
ดำเนินการจัดตั้งองค์กรกำกับบริหารการจัดการระบบ
NSW ที่มีประสิทธิภาพ
-
ผลักดันการออกกฎหมาย
2.) ส่งเสริมการพัฒนาบริการและขยายเครือข่ายของผู้ให้บริการโลจิสติกส์
-
ส่งเสริม Best practice และการยกระดับผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบต่างๆ
ให้ได้การรับรองคุณภาพระดับมาตรฐานสากล
-
สนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษานักลงทุนไทย
(Business
Consulting Unit) ในประเทศภูมิภาคอาเซียน
-
ส่งเสริมกิจกรรมสนับสนุนการขยายเครือข่ายของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย
4.
ภารกิจที่ 3 การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน (Capacity Building and Policy
Driving Factors)
1.) ปรับปรุงระบบการพัฒนาและจัดการกำลังคน
-
สนับสนุนการปรับปรุงการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและแนวโน้มการบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
-
การพัฒนาบุคลากรทางธุรกิจสำหรับการค้าชายแดน
-
ผลักดันให้มีการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้กับบุคคลากรในสาขาโลจิสติกส์
2.) พัฒนาระบบติดตาม/ประเมินผลเพื่อการปรับปรุงตนเองและสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร/เครือข่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
-
พัฒนาระบบตัวชี้วัดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
(Strategic KPI) และระบบการติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน
-
สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร/เครือข่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
(Center for
continuity)
การบริหารและประเมินผล Supplier
(Supplier
Management and Evaluation)
1.
ความสำคัญของการบริหาร
Supplier ที่มีต่อโซ่อุปทาน
2.
การประเมินความสามารถของซัพพลายเออร์
3.
วิธีการประเมิน Supplier
4.
รูปแบบการพัฒนาความสัมพันธ์กับ
Supplier
5.
การสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์
(Supplier
Relationship Management : SRM)
6.
ประโยชน์ของการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ
Supplier 1.
ความสำคัญของการบริหาร Supplier ที่มีต่อโซ่อุปทาน
ปัจจัยที่ทำให้การบริหารซัพพลายเออร์มีความสำคัญต่อโซ่อุปทาน
คือ ซัพพลายเออร์เป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลด้านต้นทุนและความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
โดยประสิทธิภาพและความสามารถของซัพพลายเออร์มีผลกระทบอย่างมากต่อผลิตภาพ (Productivity) คุณภาพ (Quality) และความสามารถในการแข่งขัน
(Competitiveness) ขององค์กร ดังนั้นการประเมินความสามารถของซัพพลายเออร์เพื่อใช้ในการคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่เหมาะสมที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
2.
การประเมินความสามารถของซัพพลายเออร์ การให้ความสําคัญกับการบริหารจัดการ Supply Chain เพื่อพัฒนาและดำเนินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุน และ Lead Time ในการผลิตสินค้า ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว คือ การพัฒนาซัพพลายเออร์
ซึ่งเป็นผู้ส่งมอบวัตถุดิบให้องค์กร และเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวของผลลัพธ์จากการเลือกซัพพลายเออร์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
จำเป็นต้องมีการประเมินซัพพลายเออร์ ดังนี้
1.) คุณภาพสินค้าที่ส่งมอบ (Quality) เช่น - จํานวนสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ
- การรับประกันคุณภาพ 2.) ต้นทุน (Cost) เช่น - ราคาเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งและต่างประเทศ - กิจกรรมในการลดต้นทุนที่มี
- ผลการดําเนินกิจกรรมลดต้นทุนเปรียบเทียบกับเป้าที่ตั้งไว้ 3.) การส่งมอบ (Delivery) เช่น
- การส่งมอบตรงเวลาที่กําหนด 1.) ด้านวิศวกรรม (Engineering) เช่น - ความสามารถที่จะผลิตสินค้าได้เอง เมื่อมี Drawing ให้ - ระบบการประเมินภายในองค์กร
- การผลิตที่ตรงเวลา 2.) การบริหารจัดการ (Management) เช่น - นโยบายบริษัท - ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารและพนักงานในองค์กร - ความเป็นผู้นําในอุตสาหกรรม - ผลการรับรองคุณภาพต่างๆที่ได้รับ ในการประเมินแต่ละด้านนั้น จะมีการคิดออกมาเป็นคะแนนและแบ่งคะแนนดังกล่าวเป็น
5 ระดับ เช่น หากได้คะแนนน้อยกว่า
30 คะแนน อยู่ในระดับที่ 1 และได้มากกว่า 80 คะแนนขึ้นไป จัดอยู่ในระดับที่ 5 เป็นต้น ทั้งนี้ซัพพลายเออร์ทุกรายต้องผ่านเกณฑ์ในระดับที่ 3 ผลจากการประเมินทั้ง 5 ด้านนี้จะนําไปใช้ในการจัดลําดับซัพพลายเออร์ขององค์กร 3.
วิธีการประเมิน Supplier
1.) การให้ซัพพลายเออร์ประเมินตนเอง (Vendor Self Assessment) เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกำลังความสามารถของซัพพลายเออร์
ผลิตภัณฑ์ที่ผลิต ขนาด เทคนิคการผลิต และความสามารถของทีมผู้บริหาร/พนักงาน ซึ่งจะมีความสะดวกรวดเร็ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการนี้ยังมีข้อดีในกรณีที่บริษัทต้องการคัดเลือกเบื้องต้น
เพื่อทำการระบุว่ารายไหนต้องไป on-site audit รวมทั้งสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นในการเตรียมการตรวจประเมิน
โดยการส่งแบบประเมินไปให้ผู้รับเหมาเป็นผู้ตอบกลับตามข้อมูลที่เราต้องการ
2.) การตรวจประเมิน (Onsite Audit) เป็นวิธีการเชิงรุกที่สามารถทำให้เห็นถึงความสามารถของซัพพลายเออร์ว่าเป็นไปตามที่บริษัทต้องการ
มีความน่าเชื่อถือ และมีความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้าและบริการหรือไม่ วิธีนี้ไม่ได้เน้นแค่ผลิตภัณฑ์ที่ซัพพลายเออร์ส่งมาให้
แต่ยังรวมถึงกระบวนการในสถานประกอบการของซัพพลายเออร์
3.) การตรวจเยี่ยม (Onsite Visit) ไม่เหมือนกับการตรวจประเมิน (Onsite Audit) จะเป็นรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งจะกระทำโดยผู้จัดการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ โดยการสำรวจรอบๆสถานประกอบการ
และอาจขอเอกสารบางส่วน ตัวแทนของซัพพลายเออร์มักเป็นผู้นำชมสถานประกอบการและอยู่กับทีมงานที่ทำการตรวจเยี่ยมเสมอ
4.) Past Performance สำหรับซัพพลายเออร์ที่เคยมีการใช้บริการหรือสั่งซื้อไปแล้ว
มีข้อดีคือเราสามารถทราบความสามารถที่แท้จริงจากการทำธุรกรรมที่ผ่านมา ซึ่งเราสามารถนำสมรรถนะที่ผ่านมาของซัพพลายเออร์ในการทำตามข้อกำหนดรวมถึงการชี้บ่งโอกาสในการปรับปรุงมาเป็นข้อมูลในการประเมิน
. 5.) ชิ้นงานตัวอย่าง ในบางกรณีหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่า
ชิ้นส่วน วัตถุดิบ ต่างๆ จะสอดคล้องกับข้อกำหนดของเราหรือไม่ กระทำได้โดยพิจารณาจากชิ้นงานตัวอย่างตามเกณฑ์ที่เรากำหนด
6.) ISO9001 หรือเทียบเคียง การได้รับการรับรองระบบมาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความมั่้นใจในความสม่ำเสมอของซัพพลายเออร์ ซึ่งควรพิจาณาถึงอายุใบรับรอง ขอบเขตการรับรอง
รายละเอียดที่ระบุในใบรับรองจะเป็นการการันตีคุณภาพได้ระดับหนึ่ง
7.) การตรวจรับชิ้นงานที่สถานประกอบการซัพพลายเออร์
ในบางกรณีเราไม่สามารถทำการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ในสถานประกอบการเราได้ เช่น ไม่มีพื้นที่
ไม่มีเครื่องมือ แต่เราจำเป็นต้องยืนยันคุณภาพของผลผลิต การตรวจรับชิ้นงาน
แต่วิธีการนีั้มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องอาศัยบุคคลที่มีประสบการณ์
ข้อดี-ข้อเสีย ของแต่ละวิธี
|
วิธีการ
|
ข้อดี
|
ข้อเสีย
|
|
Vendor Self Assessment
|
-
ง่าย และสะดวก รวดเร็ว
-
สามารถใช้เป็นฐานข้อมูล
|
-
ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของผู้ให้ข้อมูล
-
อาจมีการตีความที่แตกต่างจากผู้กรอกและผู้อ่าน
-
ไม่เหมาะสมสำหรับซัพพลายเออร์ในงานที่มีความเสี่ยงสูง
|
|
การตรวจประเมิน (Onsite Audit )
|
-
ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ครบถ้วนในประเด็นต่างๆ
|
-
ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง
-
ขึ้นอยู่กับกำหนดการของผู้ตรวจประเมิน
|
|
การตรวจเยี่ยมชม (Onsite Visit)
|
-
ได้เห็นถึงสภาพที่แท้จริง
|
-
ไม่เป็นทางการ
-
ไม่แน่ว่าจะใช้ยืนยัความสามารถของผู้รับเหมาได้
-
ไม่เหมาะสมสำหรับผู้รับเหมาในงานที่มีความเสี่ยงสูง
|
|
Past Performance
|
-
ง่ายต่อการประเมิน
|
-
อาจไม่สะท้อนถึงความสามารถในปัจจุบัน
-
ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อมูล
-
ไม่เหมาะสมสำหรับผู้รับเหมาในงานที่มีความเสี่ยงสูง
|
|
ชิ้นงานตัวอย่าง
|
-
แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์
|
-
ไม่ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ
-
ไม่เหมาะสมสำหรับผู้รับเหมาในงานที่มีความเสี่ยงสูง
|
|
ISO9001หรือเทียบเคียง
|
-
เหมาะสมในการสร้าง Benchmark
-
ง่ายต่อการร้องขอผู้ส่งมอบ
|
-
อาจไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่องค์กรเราต้องการ
|
|
การตรวจรับสินค้า
|
-
เป็นการยืนยันว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตามที่กำหนด
|
-
ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง
-
ในบางกรณีไม่สามารถกระทำได้
-
บางผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสมในการใช้วิธีนี้
|
4.
รูปแบบการพัฒนาความสัมพันธ์กับ Supplier
1.) Spot Purchase : คือ ซื้อกันเป็นครั้งคราว
ซึ่งเป็นการคัดเลือกซัพพลายเออร์จะดูจากราคาสินค้าที่ต่ำที่สุดเป็นสำคัญ
โดยจะช่วยเหลือ แนะนำ ปรับปรุงระบบการทำงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ซึ่งความสัมพันธ์ในลักษณะนี้
ถือว่าเป็นพื้นฐานโดยทั่วไปของการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
เพื่อให้ซัพพลายเออร์เกิดความสามารถในการแข่งขันระหว่างซัพพลายเออร์ด้วยกัน
2.) Regular Trading : ซื้อแบบสม่ำเสมอ จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์แบบนี้จะต้องเปลี่ยนใหม่ โดยจะมีการพูดคุยกันในเรื่องต่างๆ
เช่น เงื่อนไขการซื้อสินค้า ความต้องการด้านคุณภาพ การส่งมอบสินค้า เป็นต้น
3.) Call-off
Contracts : ทางฝ่ายซัพพลายเออร์เริ่มพิถิพิถันกับฝ่ายจัดซื้อมากขึ้น
เริ่มให้สิทธิพิเศษมากขึ้น เช่น การยืนราคาให้จนถึงสิ้นปี เป็นต้น
4.) Fixed Contracts : การทำสัญญาระหว่างกันว่าจะมีการสั่งซื้อ-ส่งมอบสินค้าในระยะเวลาเท่าไร
ราคาเท่าไรโดยจะกำหนดเอาไว้ในสัญญา
5.) Partnership : เริ่มทำงานร่วมกันเหมือนเป็นหุ้นส่วนกัน ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้ลงทุนกับเขา
และเขาก็ไม่ได้ลงทุนกับเรา แต่ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีความสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกันอย่างใกล้ชิด
6.) Joint Ventures : คือ ต่างคนต่างถือหุ้นซึ่งกันและกัน หมายถึงว่าเราก็ถือหุ้นเขาส่วนหนึ่ง
และเขาก็ถือหุ้นของเราส่วนหนึ่งเช่นกัน
5.
การสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์
(Supplier Relationship Management : SRM) การจัดการความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ เป็นแนวคิดที่ให้ความสําคัญกับ “ซัพพลายเออร์” เป็นหลัก ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันในระยะยาวในฐานะหุ้นส่วน
นับตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี
ตลอดจนการพัฒนาหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ต้องมีทักษะในการบริหารความสัมพันธ์
ดังนี้
1.) การสร้างความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างกัน คือจะต้องแสดงความไว้วางใจต่อกันได้ ให้เกียรติซึ่งกันและกันในการทำธุรกิจร่วมกัน
มิใช่จ้องแต่ละทำกำไรหรือผลประโยชน์
2.) ให้คุณค่าต่อกัน (Value to both) ในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันจะต้องมีความแม่นยำ สัญญาชัดเจน
ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เป็นการติดต่อกันในลักษณะทวงของหรือสั่งของเท่านั้น
แต่ควรเป็นแบบเสมอภาค
3.) คบกันระยะยาว (A Long-Turn) SRM ไม่ได้แปลว่า ต้องยอมทำตามทุกอย่าง แต่การคบกันกับซัพพลายเออร์ต้องดูไปเรื่อยๆในแต่ละช่วงเวลา
ต้องมีการผ่อนปรนกันบ้างเพื่อการคบกันในระยะยาว
4.) เป็นนักเจรจาต่อรอง
โดยจะต้องเปลี่ยนจากจุดที่บริษัทมีจุดอ่อนในเรื่องการเจรจากับซัพพลายเออร์เป็นข้อได้เปรียบหรือสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
เช่น ครั้งนี้มียอดสั่งซื้อน้อย จะต้องเปลี่ยนเป็น
คราวหน้าทางบริษัทจะมีโครงการใหม่อีก ราคาลดลงได้ไหม รวมทั้งให้มองหาเพื่อนในวงการเดียวกันรวมคำสั่งกันให้เกิดอำนาจในการเจรจาต่อรองโดยให้บริษัทที่มีอำนาจรับเป็นคนเจรจาแทน
หรือไม่ก็ให้ใช้วิธีการทำสัญญาระยะสั้นๆ
รูปแบบความสัมพันธ์แต่ละระดับ
|
ประเภทของ
ความสัมพันธ์
|
กิจกรรม
|
ขอบเขตเวลาในการปฏิบัติ
|
ขอบเขตของกิจกรรม
|
|
Cooperation
|
ผู้ส่งมอบวัตถุดิบจำนวนน้อยสัญญาซื้อขายระยะยาว
|
ระยะสั้น
|
หน่วยงานหน่วยเดียว
|
|
Coordination
|
มีการเชื่อมโยงสารสนเทศมีการแลกเปลี่ยนทางข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
|
ระยะยาว
|
หน่วยงานหลายหน่วยงาน
|
|
Collaboration
|
มีการรวมโซ่อุปทานมีการวางแผนร่วมกันมีการแบ่งปันเทคโนโลยี
|
ระยะยาวและไม่มีกำหนด
|
ธุรกิจสามารถมองเห็นกันและกันเหมือนเป็นของตนเอง
|
จากตาราง แสดงให้เห็นว่าการให้ความร่วมมือในระดับ Cooperation จะเน้นการจัดซื้อกับผู้ส่งมอบจำนวนน้อยราย โดยจะมีการทำสัญญาซื้อขายในระยะยาว
ซึ่งความสัมพันธ์ระดับนี้จะเป็นการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานจัดซื้อของผู้ซื้อกับผู้ส่งมอบ
ซึ่งใช้ระยะเวลาสั้นในการพัฒนาความสัมพันธ์แบบ Cooperation ให้สำเร็จผล แต่ความสัมพันธ์แบบ Coordination เป็นความสัมพันธ์ที่จะต้องใช้ระยะเวลายาวในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้ประสบผลสำเร็จเนื่องจากจะต้องมีการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศรวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิคส์ระหว่างบริษัทในหลายๆ
หน่วยงาน และสำหรับความสัมพันธ์แบบ Collaboration เป็นความสัมพันธ์ที่จะต้องใช้ระยะเวลายาวในการพัฒนาให้ประสบผลสำเร็จและต้องมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ
ไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องมีการวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน การแบ่งปันเทคโนโลยี
ทำให้บริษัทผู้ส่งมอบและผู้ซื้อสามารถมองเห็นซึ่งกันและกันเหมือนกับเป็นบริษัทของตนเอง
1.
ประโยชน์ของการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ
Supplier
1.) ด้านผลิตภัณฑ์และบริการ เกิดการพัฒนาหรือออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
จะนำมาซึ่งความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนการผลิตที่ลดลง ลดระยะเวลาในการส่งมอบสินค้า
คุณภาพของสินค้า ซึ่งก่อให้เกิดการประหยัดทั้งในส่วนของซัพพลายเออร์และองค์กร
2.) ด้านการเงินและการตลาด ทำให้การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันทั้งในด้านองค์กรและซัพพลายเออร์
เนื่องด้วยความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตออกมาได้ตรงตามความต้องการของตลาด
หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
3.) ด้านประสิทธิผลขององค์กร องค์กรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อมีการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์
เนื่องมาจากประโยชน์ในข้อ 1 และ 2
4.) ด้านทรัพยากรบุคคลและการมุ่งเน้นลูกค้า เมื่อมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและข้อมูล
ตลอดจนการใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงทรัพยากรบุคคลทั้งสองฝ่าย
ซึ่งเป็นการพัฒนาศัพยภาพร่วมกัน
โดยเป้าหมายของการทำธุรกิจร่วมกันเพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้า
นับว่าเป็นผลสืบเนื่องจากการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับซัพพลายเออร์ที่ดีจึงส่งผลทางอ้อมด้วย คำย่อที่เกี่ยวข้องกับ
Logistics
|
คำย่อ
|
ความหมาย
|
คำแปล
|
|
3D
|
Three-dimensional
|
3 มิติ
|
|
3PL
|
Third-party
logistics
|
ลอจิสติกส์ผ่านบุคคลที่
3
|
|
4D
|
Four-directional
|
4 ทิศทาง
|
|
4PL
|
Fourth-party Logistics
|
ลอจิสติกส์ผ่านบุคคลที่
4
|
|
ABC
|
Activity-based
Costing
|
การคิดต้นทุนตามฐานกิจกรรม
|
|
ABC Curve
|
Pareto or ABC
Inventory Analysis
|
การวิเคราะห์สินค้าคงคลังด้วยแผนภูมิพาเรโต้
|
|
ADR
|
Accord Dangereux Routier
|
สัญญาของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าอันตรายทางถนน
|
|
AGV
|
Automated
Guided Vehicle
|
พาหนะนำทางอัตโนมัติ
|
|
AMR
|
Advanced
Manifest Regulation
|
ระเบียบเกี่ยวกับการแจ้งบัญชีสินค้าล่วงหน้า
|
|
APR
|
Adjustable
Pallet Racking
|
ชั้นวางพาเล็ตแบบปรับได้
|
|
APS
|
Advanced
Planning and Scheduling
|
การวางแผนและการจัดลำดับงานขั้นสูง
|
|
artic
|
Articulated
(Vehicle)
|
พาหนะที่มีลักษณะเชื่อมต่อกัน
|
|
ASEAN
|
Association of
South East Asian Nations
|
กลุ่มประเทศอาเซียน
|
|
ASN
|
Advance
Shipping Notice
|
การแจ้งเตือนการขนส่งล่วงหน้า
|
|
AS/RS
|
Automated
Storage and Retrieval System
|
ระบบจัดเก็บและหยิบออกโดยอัตโนมัติ
|
|
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น